ตอนที่ 9 : ประวัติศาสตร์ใหญ่ ใน​“ประวัติศาสตร์สากล” โดย พล ตรี หลวงวิจิตรวาทการ

พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เขียน “ประวัติศาสตร์สากล” ปี พ.ศ.2472
แม้จะเป็นตำราประวัติศาสตร์ที่เริ่มต้นตั้งแต่เกิดมีมนุษย์ขึ้นมาแล้วในยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่ท่านก็มีความคิดว่าเราควรจะศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่มกำเนิดจักรวาล และดวงดาวต่าง แล้วจึงค่อยๆเกิดโลกที่มีมนุษย์เกิดตามมาทีหลัง

ถ้าจะยกย่องชื่นชมท่านว่ามีความคิดกว้างแบบประวัติศาสตร์ใหญ่ก็อาจได้ ทั้งๆที่วิชาประวัติศาสตร์ใหญ่ หรือ
Big History ยังไม่เกิดอย่างเป็นทางการในสมัยนั้น ในบทแรก อันเป็นบทนำ ซึ่งเรียกว่า “ข้อความเบื้องต้น”
ท่านอุทิศสามหน้า ในห้าหน้าแรก (จากทั้งหมด 47 หน้า) เล่าถึงจักรวาลกับความสำคัญในการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์สากล เฉพาะสองหน้าแรกนั้นท่านใช้เนื้อที่อธิบายแนวคิดเดิมว่าด้วยขอบเขตของวิชาประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะมาแยกเป็นแนวคิดแบบประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ทิ้งเรื่องจักรวาลไป

ข้อความเบื้องต้น หน้า 1 ท่านเริ่มต้นว่า: (ข้อความตามต้นฉบับทั้งสำนวนภาษาและการแบ่งวรรคตอน)
“วิชาประวัติศาสตร์แต่เดิมมา มีขอบเขตกว้างขวางมาก ต้องเรียนตั้งแต่ความเป็นไปของจักรวาล ดวงดาวต่างๆ อาการที่โลกได้กำเนิดจากสะเก็ด แตกจากดวงอาทิตย์แล้วค่อยๆเย็นลง จนเป็นน้ำ เป็น
แผ่นดิน สิ่งที่มีชีวิต เช่น พืชต่างๆ เริ่มเกิดขึ้น และสิ่งมีวิญญาณ เช่น สัตว์ ก็มีขึ้นมา สัตว์น้ำเกิดก่อนสัตว์ บก ในชั้นแรกเป็นสัตว์อยู่กับที่เหมือนพืชใต้ทะเล ต่อมาเปลี่ยนสภาพเป็นสัตว์เลื้อยคลาน กลายเป็นปลาและเป็นสัตว์บก สัตว์เหล่านี้แปรสภาพไปต่างๆ ในชั่วเวลาหลายหมื่นปี จนกลายเป็นมนุษย์ ซึ่งเดิม ก็มีสภาพใกล้สัตว์ แต่อาศัยที่มีมันสมองโตกว่าสัตว์ จึงมีความรู้ความคิด ความก้าวหน้า มีภาษาพูด มีผิวพรรณผิดแผกกัน แยกย้ายกันอยู่เป็นหมู่เหล่า กลายเป็นหลายเชื้อชาติ มีขนบประเพณีผิดแผกกัน แม้แต่รูปร่างหน้าตาก็ไม่เหมือนกัน มีความเจริญก้าวหน้าซึ่งค่อยๆเป็นมาทีละขั้น จากขั้นหนึ่งถึงขั้นหนึ่งต้องใช้เวลาหลายพันปี”

พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ใช้คำว่า “จักรวาล” (cosmos) ซึ่งวงการวิชาการไทยใช้กันในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แทนคำว่า “เอกภพ” (universe) ซึ่งเป็นคำใหม่ใช้กันในปัจจุบัน ที่จริงสองคำนี้มีความหมายต่างกัน และไม่มีคำไหนใหม่คำไหนเก่า เพียงแต่นักวิชาการไทยยังสับสนและใช้กันอย่างหละหลวมและผิดความหมาย ในเมื่อการศึกษาวิชาดาราศาสตร์ของไทยในสมัยนั้นยังไม่ก้าวหน้าถึงขนาดจะตามความรู้ใหม่ๆจากโลกตะวันตกได้ทัน คำว่า “จักรวาล” จึงถูกใช้กันมาอย่างผิดๆแทนความหมายของคำว่า”เอกภพ”เรื่อยมา ว่าเฉพาะต้นย่อหน้าแรกก็จะเข้าใจในความตั้งใจดีและความคิดอันลุ่มลึกของท่านที่ย้ำก่อนจะเข้าไปอ่านหนังสือของท่านทั้งหมดว่าประวัติศาสตร์ใหญ่ที่เริ่มจากกำเนิดเอกภพ (ที่ท่านเรียกว่า”จักรวาล”) นั้นมีความสำคัญ ส่วนความผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงในอรรถาธิบายของท่านเรื่องวิวัฒนาการสรรพชีวิตบนโลกนั้นก็อาจเป็นเพราะความรู้และความคิดเรื่องวิวัฒนาการเป็นเรื่องลึกซึ้งต้องใช้เวลาศึกษาค้นคว้ามากกว่าที่ท่านทำเพียงเพื่อจะเขียนบทนำในหนังสือที่ท่านเน้นประวัติศาสตร์มนุษยชาติมากกว่าและนอกจากนั้นความรู้ที่นักวิชาการตะวันตกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ยังไม่มากเท่าปัจจุบันและข้อมูลต่างยุคต่างสมัยก็ย่อมต้องมีการปรับแก้ตามความรู้ใหม่ๆที่ได้เพิ่มมา เรื่อยๆจนวันนี้ยิ่งไปกว่านั้นท่านเขียนตำราประวัติศาสตร์แบบเขียนเอาตามความรู้ที่ค้นคว้ามาและเขียนตามคติของตนเอง โดยไม่มีการอ้างอิงที่มาของความรู้ของท่าน โดยท่านเอามาจัดการเรียบเรียงใหม่แบบไร้การอ้างอิงแหล่งข้อมูลหรือตำราใดๆ

Page 2 of 2 ในเมื่อท่านมิใช่นักวิทยาศาสตร์ มิใช่นักฟิสิกส์ หรือนักดาราศาสตร์ การทำตัวเป็นนักประวัติศาสตร์ในวัย 31 ปีของท่านจึงขาดความสมบูรณ์ ขาดความน่าเชื่อถือให้อ้างอิงได้ในเชิงวิชาการ แต่รูปแบบความคิดโดยรวมของท่านที่พยายามเอ่ยถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ก่อนเกิดมนุษย์ให้ย้อนหลังไปถึงกำเนิดเอกภพนั้น ก็ต้องถือว่าเป็นความคิดที่ก้าวหน้าไม่น้อย เพียงแค่อ่านย่อหน้าแรก.


สมเกียรติ อ่อนวิมล

12 ตุลาคม 2561