ตอนที่ 7 : ตำราประวัติศาสตร์โลก มาตรฐาน Cambridge University

            การศึกษาประวัติศาสตร์โลกตามแบบแผนประเพณีดั้งเดิมในวงการวิชาการสากลโดยทั่วไปจะอ้างอิงนักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกนักเรียนนักศึกษาจากโลกตะวันออกนั้นเมื่อจะศึกษาประวัติศาสตร์โลกก็จะศึกษาจากตำราประวัติศาสตร์ของนักประวัติศาสตร์ยุโรปและอเมริกาศึกษาจากตำราภาษาอังกฤษ

            หรือเดินทางไปศึกษากับอาจารย์ชาวตะวันตกในสถาบันการศึกษาในยุโรปและอเมริกาเป็นหลักนักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกเองก็ศึกษาต่อเนื่องมาจากนักประวัติศาสตร์ยุคก่อนๆของตนเช่นกันวิเคราะห์ที่เนื้อหาก็จะอยู่ในกรอบช่วงเวลาต่างๆของประวัติศาสตร์ว่าด้วยพัฒนาการความเจริญของมนุษยชาติเป็นประวัติศาสตร์ที่เริ่มจากกำเนิดของมนุษย์แต่โบราณนั่นเอง

            มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์(Cambridge University) ของอังกฤษจัดได้ว่าเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์โลกไว้เป็นแบบอย่างมาตรฐานที่นักวิชาการทั่วโลกยึดถือและยกย่องตั้งแต่แรกก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปีค.ศ. 1209 นับอายุถึงปี2018 นี้ได้809 ปีเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่อันดับสองของโลก

            ที่ประชากรพูดภาษาอังกฤษ(มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด-Oxford University เริ่มเปิดสอนปี1096 มีอายุเก่าแก่ที่สุดอันดับหนึ่ง)การศึกษาและเขียนตำราประวัติศาสตร์ของCambridge University กว้างขวางและหลากหลายมากโดยแยกศึกษาเป็นช่วงเวลาและประเภทของประวัติศาสตร์แต่ทั้งหมดรวมกันตามลำดับเวลาก็มิใช่การบูรณาการสหสาขาวิชาการประวัติศาสตร์เป็นแบบ“Big History” หรือ“ประวัติศาสตร์ใหญ่”แต่อย่างใดหากแต่แยกเป็น: 

  • ประวัติศาสตร์โลกยุคก่อนประวัติศาสตร์(The Cambridge World Prehistory) ซึ่งเริ่มตั้งแต่มีมนุษย์ในอัฟริกาเมื่อประมาณ2 ล้านปีที่แล้วจนถึงยุคที่มนุษย์เริ่มมีภาษาเขียนและรู้จักใช้บันทึกเรื่องราวของตนได้มนุษย์บางวัฒนธรรมที่เพิ่งจะมีภาษาเขียนของตนเองได้เพียง200 ปีมานี้ก็มี.
  • ถัดมาคือตำราประวัติศาสตร์โบราณ(The Cambridge Ancient History) เป็นตำราชุดใหญ่มี14 ตอน(volumes) รวม19 เล่ม(books) เพราะบางตอนยาวต้องแยกพิมพ์เป็น2-3 เล่มเนื้อหาต่อจากยุคก่อนประวัติศศาสตร์ครอบคลุมถึงปีค.ศ.650 เริ่มพิมพ์เผยแพร่ปี1924, 1939, และปรับปรุงเนื้อหาใหม่หมดในการพิมพ์ปี1970 รวมความยาวทั้งหมด16,552 หน้า(2nd Edition, 17 July 2006) ไม่นับรวมภาพประกอบที่แยกพิมพ์รวมเล่มต่างหากเพิ่มเติมจากชุดเนื้อหา14 ตอน19 เล่มนั้น. 
  • ต่อจากประวัติศาสตร์โบราณก็เป็นตำราประวัติศาสตร์โลก(The Cambridge World History) รวม7 ตอน(volumes) 9 เล่มกรอบเนื้อหาตำราชุดใหม่นี้เริ่มตั้งแต่กำเนิดหรือค้นพบว่ามีมนุษย์มาจนถึงปัจจุบัน.
  • นอกจากนี้แล้วมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็แยกเขียนตำราประวัติศาสตร์ตามสาขาวิชาความรู้ต่างๆเช่นThe Cambridge History of Science, The Cambridge History of Political Thought, The Cambridge History of Music, The Cambridge History of The First World War, The Cambridge History of The Cold War.  ตำราประวัติศาสตร์ชุด“The Cambridge History of ……” ในแต่ละสาขาความรู้นั้นยังแยกย่อยออกไปอย่างละเอียดอีกมากมายเช่นประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ก็มีมากมายหลายสาขาหลายเรื่องหลายเล่ม,ประวัติศาสตร์ดนตรีก็มีทั้งดนตรีอเมริกันทฤษฎีดนตรีฯลฯ, ประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองก็แยกออกไปยุคสมัยต่างๆของนักคิดทางการเมืองรวมความว่านักประวัติศาสตร์ภายใต้ร่มเงาของCambridge  University  ศึกษาประวัติศาสตร์โลกทุกสาขาวิชาความรู้กว้างขวางทว่ามิได้เอาทั้งหมดมาผนวกกันแล้วกลั่นกรองออกมาเป็นประวัติศาสตร์โลกที่รวมเป็นประวัติศาสตร์ใหญ่

            วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบแยกศึกษานี้แม้จะให้ความรู้แยกย่อยออกไปได้ละเอียดลึกซึ้งก็จริงอยู่แต่ก็ยังขาดการทำความเข้าใจในเรื่องที่มาที่ไปของโลกอันเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ผู้เกิดมาทีหลังนานนักหนา เป็นประวัติศาสตร์ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

  • ให้ความสำคัญแก่มนุษย์และความเจริญก้าวหน้าอันเป็นผลพวงของการคิดประดิษฐ์และพัฒนาของมนุษย์
  • ให้ความสำคัญกับพลังอำนาจและความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นในทางสร้างสรรค์หรือทำลาย
  • เป็นประวัติศาสตร์ที่ติดตามศึกษาการก้าวไปข้างหน้าของมนุษย์บนโลกอย่างไม่มีจุดจบสิ้น
  • เป็นประวัติศาสตร์ที่เราทุกคนยึดเป็นกรอบการศึกษากันแพร่หลายเป็นมาตรฐานสากลในทุกวันนี้
  • เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ศึกษาอย่างบูรณรการจากจุดเริ่มถึงจุดจบของโลกและมนุษย์
  • อ่านประวัติศาสตร์แบบนี้ไปนานๆมนุษย์ก็จะหลงลืมตัวเอง นึกว่ามนุษย์เองนั้นสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุด ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตใดๆ
  • อ่านประวัติศาสตร์แบบนี้ไปเพลินๆนานเข้ามนุษย์ก็จะไม่เห็นความไม่สำคัญของมนุษย์เอง

สมเกียรติอ่อนวิมล

28 กันยายน1561