ตอนที่ 5 : กำเนิดระบบสุริยะ กำเนิดโลก

ตามนิยามของนักดาราศาสตร์ดวงอาทิตย์อันเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะของ (โลกมนุษย์) เราจัดเป็นดาวดาวแคระแสงอ่อนสีเหลือง(yellow dwarf) เป็นดาวฤกษ์หรือดาวที่มีแสงและพลังงานในตัวเองเป็นเสมือนลูกไฟในอวกาศแต่ไม่ถึงขนาดจะเป็น​ “ลูกไฟดวงใหญ่” เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์ดวงอื่นๆมากมายนับแสนล้านดวงบนท้องฟ้าแห่งดาราจักรทางช้างเผือกหรือThe Milky Way Galaxy

เมื่อเกิดมหากัมปนาทThe Big Bang ก่อกำเนิดดาราจักรมากมายในเอกภพที่ขยายตัวออกไปเรื่อยๆแล้ว  เหล่าเมฆหมอกก๊าซและละอองดาวทั้งมวลก็ค่อยๆปรับเปลี่ยนสถานะเกาะกลุ่มหลอมหดอัดตัวกันด้วยแรงดึงดูดสู่ใจกลางของมวลสารแต่ละหน่วยและแรงดึงดูดระหว่างกันใช้เวลาประมาณ10,000 (1 หมื่น) ล้านปีอัดแน่นเข้าจุดศูนย์กลางของมวลละอองดาวที่ทรงพลังกว่าก่อกำเนิดเป็นดวงดาวฤกษ์(star) 

            ดวงอาทิตย์ของเราก็เกิดขึ้นและกลายเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะเมื่อประมาณ4.55 พันล้านปีที่แล้วซึ่งก็หมายถึงอายุของระบบสุริยะและอายุของดวงอาทิตย์ของเรา[ยึดตัวเลขจากหนังสือ“Explaining the Earth…” (2007) ของUNESCO บางตำราอาจกำหนดตัวเลขกระชับสั้นเป็น4.5 พันล้านถือเป็นตัวเลขแบบคร่าวๆได้จากการคำนวณทางดาราศาสตร์]  เมื่อได้ดวงอาทิตย์เป็นดวงดาวศูนย์กลางส่งพลังงานก่อกำเนิดลูกไฟดวงเล็กเป็นดาวบริวารถูกดึงดูดให้โคจรไปรอบๆดวงอาทิตย์ดาวบริวารเหล่านั้นหดตัวเย็นลงและอับแสงลงแม้ยังคงหลงเหลือรูปแบบพลังงานที่เป็นผลพวงมาแต่แรกกำเนิดทั้งหมดกลายเป็นดาวเคราะห์ที่มีคุณสมบัติต่างๆกันที่โคจรวงในใกล้ดวงอาทิตย์ก็ร้อนระอุเป็นก้อนไอร้อนของมวลก๊าซที่ห่างออกไปจากดวงอาทิตย์ก็ค่อยเย็นลงไกลมากๆก็เป็นมวลเมฆหมอกเย็นยะเยือกดาวเคราะห์ทั้งหมดนับได้8 ดวงจากวงโคจรรอบในสุดไปนอกสุดคือ:พุธ(Mercury), ศุกร์(Venus), โลก(Earth), อังคาร(Mars), พฤหัส(Jupiter), เสาร์(Saturn), มฤตยู(Uranus), และเกตุ(Neptune) สำหรับดาวเคราะห์ยม(Pluto)ได้ถูกจัดใหม่ลดสถานะภาพลงมาจากที่เคยเป็นดาวเคราะห์ดวงที่9 กลายมาเป็น“ดาวแคระ” (dwarf planet) 

            ดาวเคราะห์โลกอยู่ในวงโคจรที่3 จากดวงอาทิตย์พลังงานความร้อนเป็นพลังงานนิวเคลียร์อันมหาศาลและแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ส่งมาถึงดาวเคราะห์โลกได้ระยะและจังหวะที่เหมาะสมจะด้วยเหตุบังเอิญหรือถูกกำหนดโดยกฎแห่งฟิสิกส์ดาราศาสตร์และชีวฟิสิกส์อย่างไรก็ตามระยะห่างของโลกจากดวงอาทิตย์กลายเป็นเงื่อนไขอันเหมาะสมแห่งการเกิดของชีวิตบนดาวเคราะ์โลกได้เรียกสภาวะพร้อมบริบูรณ์สำหรับวิวัฒนาการชีวิตณวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ในระยะห่างพอดีนี้ว่า“goldilocks condition” ตามหลักการที่เรียกว่า“Goldilocks Principle” หรือ“Goldilocks Theory” ตั้งชื่อตามนิทานโบราณสำหรับเด็กฝรั่งเรื่อง“Goldilocks and the Three Bears” ซึ่งเด็กหญิงชื่อGoldilocks ในเรื่องพบว่าอาหารข้าวบดแบบโจ๊กเรียกว่าporridgeของหมีสามตัวที่เธอลองชิมดูนั้นมีถ้วยหนึ่งที่เธอชอบเห็นว่าเหมาะสมที่สุดเพราะไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไปจากเรื่องนิทานสำหรับเด็กยุคเก่าก่อนถูกนำมาอธิบายทางสายกลางหรือระยะห่างอันเหมาะเจาะของวงโคจรโลกไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไปเป็นเงื่อนไขอันเอื้อต่อวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์โลกกลายเป็นทฤษฎี“Goldilocks Theory” ระบบสุริยะของเราจึงสามารถให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ก็เฉพาะบนดาวเคราะห์โลกเท่านั้น

            ที่ว่าดาวเคราะห์โลกเท่านั้นที่วิวัฒนาการชีวิตมนุษย์พืชและสัตว์ได้นั้นหมายถึงเพียงเท่าที่มนุษย์พอรู้เฉพาะในระบบสุริยะเดียวที่ดาวเคราะห์โลกเป็นดาวบริวารอยู่ในแกแล็กซี่ทางช้างเผือกเท่านั้นส่วนในระบบสุริยะอื่นในแกแล็กซี่เดียวกันและในระบบสุริยะอื่นในแกแล็กซี่อื่นในเอกภพเดียวที่มนุษย์รู้จักนั้นมนุษย์ยังไม่มีความรู้แท้จริง

            เวลาของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์โลกเพิ่งผ่านมาเพียง4.55 พันล้านปีเท่านั้นและมนุษย์เองก็เกิดมามีชีวิตเป็นตัวตนทีหลังดินหินพืชและสัตว์มากมายนักจึงยังไม่มีความรู้พอที่จะปฏิเสธหรือยืนยันชีวิตต่างดาวได้


สมเกียรติ อ่อนวิมล
7 กันยายน2561