ตอนที่ 4 : ก่อนโลก

หลัง The Big Bang อันเป็นปรากฏการณ์มหากัมปนาทสารพันมวลสาร กระจายว่อน พวยพุ่งร้อนระอุ ในเอกภพที่เป็นผลจากอภิมหาศาลแห่งพลังเมื่อ 15,000 ล้านปีที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) ชื่อ Philippe Bouysse ได้เขียนอธิบายในเอกสาร “Explaining…The Earth” (UNESCO Publishing 2007) ว่ากระบวนการระเบิดของ The Big Bang นั้น เป็นแบบฉับพลัน แล้วแผ่กะจายออกไปเป็นเสมือนคลื่นอันทรงพลังร้อนระอุมหาศาลรอบทิศทาง เรียกกระบวนการนี้ว่า deflagration 

จุดที่เกิดระเบิดมหากัมปนาท The Big Bang นั้นถือว่าเป็นจุดกำเนิดของกาลเวลา หรือ “the biginning of time” นักวิทยาศาสตร์จึงเริ่มนับวันเวลาจากวินาทีแรกของอายุเอกภพ จับเวลาเอกภพเรื่อยมาจนปัจจุบัน เป็นประวัติศาสตร์แห่งกาลเวลา นับได้ 1 หมื่น 5 พันล้านปี มีความเห็นของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์บางกลุ่มที่คิดว่าอายุเอกภพอาจมากหรือน้อยกว่านี้ อาจเป็น 1 หมื่นล้านปี หรือ 2 หมื่นล้านปีก็ได้ แต่ส่วนใหญ่รับตัวเลข 15,000 ล้านปีเป็นสากล

            พลังระเบิดจาก The Big Bang แปรเป็นก๊าซ และมวลสารพุ่งกระจัดกระจายไปทั่ว จากนั้นก็ค่อยๆ เกาะตัวรวมกันเป็นกลุ่มก้อนตามแรงดึงดูดต่อกันและกัน ก่อร่างสร้างวงเวียนแห่งพลังงานเมฆหมอกไอร้อน และฝุ่นละอองอวกาศกลายเป็นสะเก็ดดาวประกายดาว อันมีแสงและพลังงานในตัวเองในอาณาจักรแห่งดวงดาว ของกลุ่มพวกตัวเองเรียกว่า Galaxy (แกแล็กซี่) หรือเรียกในภาษาไทยว่า “ดาราจักร” ประมาณการว่าในเอกภพมีประมาณ 200,000 ล้าน (2 แสนล้าน) แกแล็กซี่ และในแต่แกแล็กซี่ มีดาวฤกษ์ประมาณ 200,000 ล้าน (2 แสนล้าน) ดวงบรรดาเหล่าแกแล็กซี่ทั้งหลายต่างก็เคลื่อนที่โยกย้าย ขยายตัวออกห่างจากกันไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดจบ

            หนึ่งใน 2 แสนล้านแกแล็กซี่ในเอกภพของเรานี้ก็คือ The Milky Way Galaxy แปลว่า “แกแล็กซี่สายน้ำนม” คำว่า “galaxy” มาจากคำว่า “gala” ในภาษากรีก แปลว่า “milk” หรือ “นม” ทั้งนี้ก็ด้วยคนกรีกโบราณมองแกแล็กซี่ที่โลกมนุษย์อยู่ดูคล้ายกับสายน้ำสีขาวขุ่นเหมือนสายน้ำหรือแม่น้ำแห่งน้ำนมบนท้องฟ้า คนไทยผู้สังเกตุท้องฟ้าแต่โบราณมองเห็นแกแล็กซี่สายน้ำนมเป็นเส้นทางเดินของช้างเผือก จึงเรียกว่าแกแล็กซี่​“ทางช้างเผือก” หากอยู่ในเมืองที่มีแสงไฟฟ้าสว่างจ้ารบกวนท้องฟ้ายามค่ำมืด คนในเมืองจะไม่มีโอกาสมองเห็นทางช้างเผือกหรือสายน้ำนมนี้เลย ทว่าท้องฟ้าต่างจังหวัดในถิ่นไกลเมือง ในป่าเขา ในทะเล เราจะยังสามารถมองเห็นแกแล็กซี่ทางช้างเผือกนี้ได้ชัดเจน หรือบางแห่งอาจพอมองเห็นแบบลางๆ พอจับภาพเส้นทางสายน้ำนมหรือช้างเผือกนี้ได้ 

            อันที่จริงทางช้างเผือกที่เห็นบนท้องฟ้าที่พาดผ่านแนวเหนือ-ใต้ บนฟ้าประเทศไทยนั้นมิใช่ทั้งหมดของแกแล็กซี่ทางช้างเผือก หากแต่เป็นเพียงปลายขอบรอบนอกของแกแล็กซี่เท่านั้น แกแล็กซี่นั้นมีขนาดไพศาลมากเกินกว่าจะอธิบายให้เห็นภาพได้ เว้นแต่จะไปหาดูภาพที่สร้างขึ้นใหม่จากข้อมูลผ่านกล้องดูดาวอวกาศต่างๆ ขององค์การ NASA ของสหรัฐอเมริกา (NASA – National Aeronautics and Space Administration) จากภาพทางช้างเผือก หรือ The Milky Way ของ NASA (https://www.nasa.gov/mission_pages/GLAST/science/milky_way_galaxy.html) (https://www.nasa.gov/images/content/188404main_hurt_Milky_Way_2005-590_lg.jpg) ดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะอันมีโลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งโคจรอยู่รอบด้วยนั้น วางตัวอยู่ปลายริมขอบรอบนอกสุดของเส้นเกลียวสายน้ำนมแห่งแกแล็กซี่เท่านั้น (นิตยสาร Astronomy ผลิตภาพ The Milky Way ชัดเจนเข้าใจง่ายอีกภาพหนึ่งที่ https://www.myscienceshop.com/product/poster/81107).

            ในเมื่อดวงอาทิตย์เป็นเพียงดาว 1 ใน 1-2 แสนล้านดวงในแกแล็กซี่ The Milky Way และมีดาวเคราะห์โลกในระบบสุริยะอยู่ดวงเดียวที่มีมนุษย์อยู่อาศัยสร้างอาณาจักรชีวิตได้ และดวงอาทิตย์ก็อยู่ปลายขอบของแกแล็กซี่ มนุษย์จึงไม่มีโอกาสมองเห็นอะไรไปได้ไกลกว่าท้องฟ้าที่ตาเห็น ตรงปลายขอบแกแล็กซี่ของตนอาศัยอยู่เท่านั้น ที่ว่ามีดวงดาวประมาณ 2 แสนล้านดวงในหนึ่งแกแล็กซี่นั้น Isaac Asimov กล่าวไว้ในหนังสือ Guide to Earth and Space (1991) ว่า หากดูด้วยตาเปล่า อย่างมากมนุษย์ก็เห็นดาวบนท้องฟ้าได้เพียงประมาณ 6,000 ดวงเท่านั้น มนุษย์จึงไม่มีวันมองเห็นชีวิตอื่นบนดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะของดาวฤกษ์ดวงอื่นบนท้องฟ้า

            มนุษย์เห็นเพียงตัวเองเท่านั้น!


สมเกียรติ อ่อนวิมล
7 กันยายน 2561