ตอนที่ 14 : ประวัติศาสตร์ใหญ่ ใน​“ประวัติศาสตร์สากล” โดย พล ตรี หลวงวิจิตรวาทการ (6)

ดาวยูเรนัสไม่ได้อยู่ที่พระโขนง

แน่นอนว่าดาวเคราะห์ยูเรนัส (Planet Uranus) มิได้อยู่ที่พระโขนง แต่หลวงวิจิตรวาทการคิดอธิบายเปรียบเทียบแบบย่อขนาดระบบสุริยะตามสัดส่วนแบบสมมติ โดยสมมติว่าย่อขนาดดวงอาทิตย์ให้เล็กลงขนาดประมานเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร วางดวงอาทิตย์ไว้ที่ศาลาเฉลิมกรุง ดาวยูเรนัสก็ควรอยู่แถวๆพระโขนง ส่วนโลกนั้นอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่าจึงจะอยู่ประมาณเสาชิงช้า หลวงวิจิตรมองโลกเป็นศูนย์กลางหรือไม่ก็ยึดเอาโลกและกรุงเทพมหานครเป็นหลักในการอธิบายระบบสุริยะ การจัดวางตำแหน่งของดวงดาวบนพื้นที่กรุงเทพฯ ท่านจึงวางโลกไว้ก่อนที่กลางลานเสาชิงช้า จากนั้นก็ทยอยวางดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ตามระยะห่างจากโลก (เสาชิงช้า) ออกไป ท่านเขียนไว้และอ้างแล้วใน “โลกวันนี้” ตอนที่ XI อ้างใหม่อีกครั้งดังนี้:

“เพื่อจะให้แลเห็นความว่าง และห่างไกล ดังกล่าวมาข้างต้นนี้ เราลองสมมติมาตราอย่างย่อ ที่สุด จะ ทำให้เห็นชัดยิ่งขึ้น

ลองย่อขนาดโลกของเราให้เล็กลงไปเท่าลูกหินที่เด็กเล่น แล้วเอาลูกหินนั้นไปวางตรงกลางลาน เสาชิงช้า สมมติว่าโลกอยู่ตรงนั้น เราจะต้องย่อพระจันทร์ลงเท่าเม็ดถั่วเขียว วางอยู่ห่างจากลูกหินที่ สมมติว่าเป็นโลก ห่างราว 70 เซ็นติเมตร ซึ่งจะวางอยู่บนแท่นเสาชิงช้านั่นเอง คราวนี้เราจะต้องทำดวง พระอาทิตย์ให้มีขนาดใหญ่ถึงสามเมตร ไปวางไว้ที่ศาลาเฉลิมกรุง มีดาวเพียงสองดวง ซึ่งอยู่ในระหว่าง โลกกับพระอาทิตย์ คือดาวศุกร์และดาวพุธ เราต้องเอาดาวศุกร์วางไว้ราวกำแพงวัดสุทัศน์ ดาวพุธราว มุมถนนตีทอง นอกจากนั้นก็ไกลออกไป ดาวอังคารจะต้องอยู่ราวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ดาวพฤหัสอยู่ สะพานยศเส ดาวเสาร์อยู่สี่แยกสระปทุม* ดาวยูเรนัสอยู่พระโขนง ดาวพลูโตอยู่ราวถนนตก ต่อไปจาก นี้ก็ไม่มีที่จะวางอีกพื้นที่ทั่วโลกก็ไม่สามารถที่จะวางได้ รวมความว่าแม้จะใช้เนื้อที่ทั้งโลกก็ยังไม่พอที่จะ ทำแผนที่ของจักรวาล ซึ่งใช้มาตราส่วนอย่างย่อ ถึงกับให้โลกของเรามีขนาดเท่าลูกหินที่เด็กเล่น เท่านั้น”

ดูเหมือนว่าหลวงวิจิตรฯจะชาญฉลาดและแยบยลในความพยายามที่อธิบายระบบสุริยะและประวัติศาสตร์ใหญ่ของมนุษยชาติที่ต้องเริ่มต้นที่การอธิบายเอกภพและกำเนิดระบบสุริยะและดาวเคราะห์โลก ถือได้ว่าเป็นความคิดก้าวหน้าและใหม่ในเรื่อง “ประวัติศาสตร์ใหญ่” หรือ Big History ซึ่งยังไม่เกิดเป็นมุมมองใหม่ในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ในสมัยของท่าน แต่ก็พบว่า H.G. Wells ก็เคยเขียนตำราประวัติศาสตร์ที่เริ่มต้นอธิบายเอกภพและระบบสุริยะโดยใช้วิธีย่อขนาดและเปรียบเทียบระยะห่างระหว่างกันให้ผู้อ่านเห็นภาพระบบสุริยะอย่างชัดเจน ทำนองเดียวกันกับวิธีเขียนของหลวงวิจิตรฯ เพียงแต่ H.G. Wells เขียนก่อนหลวงวิจิตร 9 ปี

H.G. Wells เขียนตำราประวัติศาตร์เล่มใหญ่ชื่อ The Outline of History (1920) และเล่มเล็กชื่อ  A Short History of the World (1922) ส่วนหลวงวิจิตรเขียนตำรา “ประวัติศาสตร์ากล” ปี 2472 หรือ ค.ศ. 1929 ที่คล้ายกันจนทำให้สงสัยว่าหลวงวิจิตรอาจได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก H.G. Wells โดยไม่บอกผู้อ่านชาวไทย ก็คือที่ H.G. Wells เขียนไว้ดังนี้:

“It is well to understand how empty of matter is space. If, as we have said, the sun were a globe nine feet across, our earth would, in proportion, be the size of one-inch ball, and at a distance of 322 yards from the sun. This is over a sixth of a mile. It would mean 3 1/2 minutes’ smart walking from the ball to the nine-foot globe. The moon would be a speck the size of a small pea, thirty inches from the earth.

Nearer to the sun than the earth would be two other very similar specks, the planets Mercury and Venus, at a distance of a hundred and twenty-four and two hundred and thirty-two yards respectively. Beyond the earth would come the planets Mars, Jupiter, Saturn, Uranus and Neptune, at distances from the sun of 488, 1,672, , 3,067, 6,169, and 9,666 yards respectively. From the sun to Neptune would be a two-hour walk. There would also be a certain number of very much smaller specks, flying about amongst these planets, are particularly a number called the asteroids circling between Mars and Jupiter, and occasionally a little puff of more or less luminous vapour and dust would drift into the system from the almost limitless emptiness beyond. Such a puff is what we call a comet. All the rest of the space about us and around us and for unfathomable distances beyond is cold, lifeless, and void. The nearest fixed star to us, on this minute scale, be it remembered – the earth as one-inch ball, and the moon a little pea – would be over 40,000 miles away! Most of the fixed stars we see would still be on this scale scores and hundreds of millions of miles off.”

(อ้างจาก The Outline of History by H.G.Wells ฉบับ New Edition, Two Volumes in One พิมพ์ปี 1927 โดยสำนักพิมพ์ The MacMillan Company, New York – H.G.Wells แก้ไขปรับปรุงตัวเลขและข้อความบางตอน ต่างไปจากฉบับแรกที่พิมพ์ในปี 1920 และ 1921)

แนวอธิบายแบบ H.G. Wells คล้ายคลึงกันมากกับของหลวงวิจิตร เพียงแต่หลวงวิจิตรเขียนสั้นกว่า และเขียนหลัง H.G. Wells 9 ปี และแปลงตำแหน่งที่วางดวงดาวในระบบย่อส่วนให้เป็นแบบไทยในพื้นที่กรุงเทพฯ

ที่ทำให้คิดไปว่าหลวงวิจิตรฯลอกเลียนความคิดของ H.G. Wells ก็เพราะเห็นชัดเจนมากตรงที่เขียนสมมติว่าดวงจันทร์เท่ากับเม็ดถั่ว เพียงแต่ว่าหลวงวิจิตรให้เป็น “เม็ดถั่วเขียว” ส่วน H.G. Wells ให้เป็นเม็ดถั่วลันเตา คำว่า “pea” ของ H.G. Wells นั้นหมายถึง green pea ซึ่งมาจาก garden pea หรือ ถั่วลันเตา ซึ่งมีเมล็ดสีเขียว ไม่ได้หมายความถึงถั่วเขียวแบบไทย ซึ่งจะมีขนาดเล็กเกินไป ทั้งๆที่ทั้งสองคนย่อขนาดโลกเท่ากัน คือ H.G. Wells ให้โลกเท่ากับลูกกลมขนาด 1 นิ้ว หลวงวิจิตรฯให้ขนาดโลกเท่ากับลูกหินที่เล่นกันในหมู่เด็กๆสมัยของท่าน ซึ่งก็มีขนาดประมาณ 1 นิ้วเหมือนกัน

หากค้นบ้านหลวงวิจิตรวาทการ อาจพบหนังสือ The Outline of History ของ H.G. Wells ก็เป็นได้


สมเกียรติ อ่อนวิมล
16 พฤศจิกายน 2561