ตอนที่ 12 – ประวัติศาสตร์ใหญ่ ใน “ประวัติศาสตร์สากล” (4)

ปัญหาใหญ่ของหลวงวิจิตรฯ

ความพยายามของพลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ในการอธิบายจักรวาล ในฐานะข้อความเบื้องต้น หรือบทนำ ของตำรา “ประวัติศาสตร์สากล” ของท่าน แม้จะทำสั้นเพียง 3 หน้า (หรือจะนับอีก 2 หน้าแรกที่กล่าวนำมาก่อนแต่ต้นด้วยก็ได้) แต่ก็สร้างปัญหาสำคัญให้ต้องบันทึกเป็นข้อวิพากษ์หลายประการ:

เรื่องสำคัญเหนืออื่นใด เรื่องแรก คือรูปแบบการเขียนตำราแบบไม่มีเอกสารอ้างอิง ไม่มีบรรณานุกรม (bibliography) หรือรายชื่อหนังสืออ้างอิง ไม่มีเชิงอรรถ หรือ footnote รวมทั้งไม่มีดัชนี (index) ค้นเรื่อง ทั้งหมดรวมกันส่งผลให้หนังสือชุดประวัติศาสตร์สากลของท่านขาดความน่าเชื่อถือ ขาดความเป็นวิชาการเป็นทางการ หากจะนำไปอ้างอิงต่อก็จะไม่ควรทำ หรือหากจะทำก็ต้องทุ่มเทความเชื่อถือในตัวพลตรี หลวงวิจิตรวาทการ (2441-2505) ในฐานะผู้เขียนซึ่งเป็นบุคคลสำคัญ เป็นที่เคารพยกย่องในสังคมไทยสมัยนั้น ท่านเคยเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำหลายประเทศ เคยเป็นอธิบดีกรมศิลปากร, ปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงการคลัง, และ กระทรวงเศรษฐการ  เป็นผู้แต่งเพลงต้นตระกูลไทย และ ตื่นเถิดชาวไทย ทว่าท่านมิได้เคยรับการศึกษาอบรมวิชาประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ หรือ ดาราศาสตร์ อย่างเป็นทางการจากที่ใด พื้นเพการศึกษาของท่านคือการเรียนวิชานักธรรม และมีความรู้ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ท่านจึงสามารถเติบโตในระบบราชการและการเมืองได้สูงยิ่ง เมื่อท่านมาเขียนหนังสือชุดประวัติศาสตร์สากล ก็ทำให้คนไทยสมัยของท่านชื่นชมมากจนไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการ แถมยกย่องเชิดชูกันมาจนทุกวันนี้ หากนักวิชาการ โดยเฉพาะนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ได้อ่านชุดประวัติศาสตร์สากลของท่านแล้ว เรื่องวิกฤติเรื่องแรกก็ควรจะเป็นวิธีการเขียนตำราวิชาการของท่านที่คิดเอง-ค้นคว้าเอง-เขียนเอง ตามใจชอบ โดยไม่บอกแหล่งที่มาของความรู้ของท่านว่าไปอ่านและเอามาจากที่ใด ตรงไหนอ้างอิงโดยตรง ตรงไหนอ้างอิงโดยอ้อม ตรงไหนลอกเลียนดัดแปลง งานวิชาการของนักประวัติศาสตร์คนใดในโลกที่ท่านอ่านหนังสือของเขาแล้วนำมาใช้ประโยชน์ในหนังสือของท่าน ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ในวงการวิชาการโลกตะวันตก เป็นเรื่องการเคารพทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น เป็นวัฒนธรรมและประเพณีของนักวิชาการและนักวิจัยในโลกซึ่งยึดถือปฏบัติกันมานานนับร้อยปีก่อนช่วงชีวิตของท่าน เรื่องไม่เคารพทรัพย์สินทางปัญญานี้ทำกันแพร่หลายในวงการนักคิด นักเขียน นักแปล และนักวิชาการไทยในสมัยที่ประชาคมระหว่างประเทศยังไม่เคร่งครัดในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งก่อนหน้าและหลังการลงนามในอนุสัญญาเบิร์น (Berne Convention, 1886) นอกจากเป็นการไม่เคารพทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว การเขียนตำราวิชาการ หรือการเขียนหนังสือโดยทั่วไปที่ไม่บอกแหล่งอ้างอิงข้อมูลความรู้จะยังทำให้การตรวจสอบความจริง-ถูก-ผิด ทำไม่ได้ แม้จะให้ผู้อ่านเชื่อถือผู้เขียนด้วยความเคารพในชื่อเสียงเกียรติคุณเป็นส่วนตัวก็ไม่ควร เพราะหนังสือเช่นนี้ไม่สามารถใช้อ้างอิงและตรวจสอบในทางวิชการได้ เมื่อพลตรีหลวงวิจิตรวาทการไม่ทำเชิงอรรถ หรือ footnote หรือ endnote เขียนตำราแบบไม่อ้างอิงใครเลย ความรับผิดชอบทั้งหมดในเรื่องความถูกต้องและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงตกเป็นความรับผิดชอบของท่าน.

นอกจากจะไม่มีการอ้างอิงที่มาหรือแหล่งข้อมูลความรู้แล้ว หนังสือชุด “ประวัติศาสตร์สากล” ยังถือวิสาสะสำเนาคัดลอกภาพประกอบต่างๆมาจากหนังสืออื่นๆโดยไม่บอกที่มาอีกด้วย พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เพียงแต่รับในคำนำ(หน้า 15) ว่า “ตำราที่ข้าพเจ้ามี ก็เป็นตำราที่แพร่หลาย ซึ่งใครๆก็อาจมีได้ ภาพต่างๆที่ได้พิมพ์ไว้ในหนังสือชุดนี้ ได้ถ่ายมาจากหนังสืออื่นอีกต่อหนึ่ง ซึ่งผู้ที่คุ้นเคยแก่การพิมพ์รูปย่อมทราบดีว่า จะหวังให้งดงามเหมือนที่ถ่ายจากรูปจริงๆไม่ได้” (หน้า 15) ตรงนี้ท่านขออภัยผู้อ่านที่ภาพถ่ายประกอบไม่ชัดเจน แต่ไม่บอกผู้อ่านว่าได้รับอนุญาติจากเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพหรือไม่.

ส่วนเรื่องไม่มีดัชนีค้นเรื่องตอนท้ายเล่มเป็นเรื่องของความไม่สะดวกในการค้นเรื่องเพื่อเลือกอ่าน ซึ่งการทำดัชนีค้นเรื่องเป็นมาตรฐานของสำนักพิมพ์ทั่วโลกที่จะต้องทำเสมอ แต่สำนักพิมพ์ในประเทศไทยมักจะละเลยไม่ทำกันเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่ายุคใดสมัยไหน แม้ทุกวันนี้ก็ไม่คิดจะทำกัน

ในคำนำการพิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2472 พลตรี หลวงวิจิตรวาทการกล่าวออกตัวว่า “ข้าพเจ้ามิใช่นักเรียนมหาวิทยาลัย ไม่มีประกาศนียบัตรหรือดีกรีอันใดเป็นเครื่องแสดงภูมิรู้ ความรู้ที่มีอยู่ก็หาได้ตามประสายาก กล่าวคือ โดยอ่านตำรา และใช้ความสังเกตพิจารณาด้วยตนเอง เช่นเมื่ออยู่ในประเทศฝรั่งเศส ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาวันเสาร์อาทิตย์ ไปดูสถานที่ ถาวรวัตถุ และรูปภาพในที่ต่างๆ…เพื่อให้เห็นหลักฐานประจักษ์แก่ตาตนเอง…แล้วกลับมาอ่านหนังสือซ้ำให้ได้รับความเข้าใจอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังได้หาโอกาสเสวนะกับผู้ที่เชี่ยวชาญในทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ๆ และไต่ถามปัญหาบางข้อที่ยังรู้สึกว่าคลุมเครือ” (หน้า 12)….แต่การทำหนังสือชุดนี้ เป็นการล่อแหลมใกล้อันตรายเพียงใด ข้าพเจ้าเองก็รู้สึกดีอยู่….แต่การผิดพลาดบกพร่อง ย่อมมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน….ถึงแม้ข้าพเจ้าจะได้ใช้ความรอบคอบพินิจพิเคราะห์ตรวจตราอย่างละเอียดจนเชื่อว่าไม่ผิดแล้วก็ดี แต่ความพลาดพลั้งก็คงไปมีเข้าบ้างตามโลกาวิสัย”

เฉพาะ 5 หน้าแรกของบทว่าด้วย “ข้อความเบื้องต้น” อ่านแล้วพบข้อผิดและพลาดพลั้งอยู่อีกหลายข้อ…ตามโลกาวิสัย!


สมเกียรติ อ่อนวิมล
02 พฤศจิกายน 2561