ตอนที่ 10 : ประวัติศาสตร์ใหญ่ ใน​“ประวัติศาสตร์สากล” โดย พล ตรี หลวงวิจิตรวาทการ (2)

มนุษย์เป็นศูนย์กลางของประวัติศาสตร์สากล เริ่มที่เรื่องราวของจักรวาลและดาว ต่อมาจนถึงเรื่องราวของมนุษย์กับอารยธรรม พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เห็นว่าวิชาประวัติศาสตร์แต่เดิมนั้นต้องศึกษากว้างขวางมาก  เพราะต้องรวม:

  • วิชาภูมิศาสตร์ “ที่เกี่ยวกับเรื่องจักรวาล และความเกี่ยวข้องระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์”
  • วิชาดาราศาสตร์ “ที่เกี่ยวกับดวงดาวต่างๆ”
  • วิชาอุตุนิยมวิทยา “ที่เกี่ยวกับการผันแปรของดินฟ้าอากาศ”
  • วิชาธรณีวิทยา “ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของแผ่นดิน และสิ่งที่มีอยู่ในแผ่นดิน”
  • วิชาสัตวศาสตร์ “ที่เกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ”
  • วิชามานุษยวิทยา “ที่เกี่ยวกับเชื้อชาติของมนุษย์”
  • วิชาโบราณคดี

“ที่เกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ก่อนมีหนังสือเอกสารเป็นหลักฐานให้เรารู้ เรื่องอย่างแท้จริง ต้องอาศัยวัตถุประกอบการศึกษาใน ”เครื่องหมายคำพูด” คือที่อ้างอิงคำอธิบายรายวิชาของท่าน ซึ่งท่านอธิบายว่าเป็นวิชาความรู้ที่พัฒนาขึ้นมาทีหลัง หลังจากที่การศึกษาค้นคว้าเฉพาะทางมีมากขึ้นจนสามารถพัฒนาเป็นวิชาสำหรับแยกศึกษาได้อย่างแท้จริง โดยที่ก่อนหน้านั้นการศึกษาประวัติศาสตร์เป็นเรื่องกว้างขวางมากเพราะต้องศึกษาทุกเรื่องตั้งแต่ภูมิศาสตร์ถึงโบราณคดี มาในช่วงชีวิตวิชาการของท่าน วิชาประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ที่ท่านเรียกว่า “ประวัติศาสตร์สากล” จะศึกษา “ความรู้ในเรื่องราวของมนุษย์ ที่มีเอกสารหลักฐานแน่นอนให้เรารู้ความเป็นไปอย่างแท้จริง” ความเห็นเชิงวิเคราะห์โครงสร้างประวัติศาสตร์ของพลตรี หลวงวิจิตรวาทการที่เขียนไว้ในหน้า 2 ของบทแรกว่าด้วยข้อความเบื้องต้นนี้มีข้อควรพิจารณาหลายประการ:

  • พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ คิดว่าวิชาประวัติศาสตร์แต่เดิมต้องศึกษากว้างขวางมาก ตั้งแต่เรื่องจักรวาลจนถึงเรื่องราวของมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงวิชาประวัติศาสตร์แต่เดิมโดยทั่วไปแล้ว ก็ศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษย์และอารยธรรมเป็นหลักเท่านั้น ที่มีการศึกษาเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ก็เป็นการศึกษามนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ก่อนเจริญมีอารยธรรม มีนักประวัติศาสตร์ไม่กี่คนที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ใหญ่ที่เริ่มต้นตั้งแต่กำเนิดเอกภพ (ที่ท่านเรียกว่าจักรวาล) ความคิดของท่านจึงสะท้อนความคิดของนักประวัติศาสตร์ตะวันตกบางคนในต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งก็ถือเป็นความคิดแปลกใหม่
    • การศึกษาสาขาวิชาต่างๆที่ท่านอธิบายรายวิชาด้วยความเข้าใจผิดว่าเกิดขึ้นทีหลังวิชาประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิมนั้น มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการศึกษาแยกสาขาวิชามานานนับแต่เกิดสถาบันการศึกษาในรูปแบบต่างๆแต่โบราณกาลแล้ว ย้อนไปได้ถึงสถาบันที่เรียกว่า “The Academy” และนักคิดหลากหลายแห่งยุคกรีกโบราณเรื่อยมา ที่ให้กำเนิดวิชาการสาขาปรัชญา (Philosophy), จักรวาลวิทยา (Cosmology), ดาราศาสตร์ (Astronomy), ธรณีวิทยา (Geology), ภูมิศาสตร์ (Geography), ประวัติศาสตร์ (History), วิทยาศาสตร์ (Science), ธรรมชาติวิทยา (Natural Science), ฯลฯ
    • คำนิยามของท่านในความพยายามที่จะอธิบายขอบเขตรายวิชาต่างๆยังจำต้องปรับแก้อีกบางส่วนให้ถูกต้องตามความหมายที่แท้จริงแม้ในสมัยของท่าน:
  • วิชาภูมิศาสตร์  ไม่ได้เกี่ยวกับจักรวาล โลก และ ดวงอาทิตย์ หากแต่เกี่ยวกับดาวโลกเพียงดวงเดียวกับสภาพภูมิประเทศบนผิวโลกและอิทธิพลของชั้นบรรยากาศรอบโลก วิชาภูมิศาสตร์อาจนำไปประยุกต์ใช้ศึกษาพื้นผิวและภูมิอากาศแวดล้อมบนดาวเคราะห์และดาวบริวารดวงอื่นๆด้วย
  • วิชาดาราศาสตร์ เกี่ยวข้องมากกว่าดวงดาวต่างๆบนท้องฟ้า เพราะครอบคลุมปรากฏการณ์ต่างๆในเอกภพ เช่น Galaxy, Nebula, Nova, Super Nova, Quasar, Astoroid, comet, etc.
  • วิชาสัตวศาสตร์ แน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับสัตว์ต่างๆ แต่วิชาที่กว้างกว่าเกี่ยวชีวิตบนโลก คือวิชาชีววิทยา (Biology) ครอบคลุมทั้งพืชและสัตว์ทุกรูปแบบและทุกขนาดก็เป็นวิชาที่ควรเอ่ยถึงด้วยเหตุแห่งความสำคัญในการทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์โลก
  • วิชามานุษยวิทยา (Anthropology) เกี่ยวข้องทั้งเรื่องเผ่าพันธุ์และเรื่องเชื้อชาติของมนุษย์ เป็นวิทยาศาสตร์ว่าด้วยมนุษย์ หรือ Science of Man อย่างละเอียดยิ่งกว่าเพียงเรื่องเชื้อชาติ หรือชาติกำเนิดของมนุษย์ (ตามรากศัพท์ภาษาสันสกฤติ: “ชาติ / ชา-ติ / Jati)
  • วิชาโบราณคดี (Archeology) ท่านหมายถึงประวัติศาสตร์มนุษย์ก่อนที่จะมีหลักฐานการจดบันทึก ซึ่งยังมีวิชาที่เก่ากว่าโบราณคดี คือ ดึกดำบรรพ์วิทยา (Paleology/Palaeology-ศึกษาโลกยุคที่เรียกว่าเก่าแก่ ”ดึกดำบรรพ์” ในช่วงประวัติศาสตร์เก่า ก่อน​ Prehistory หรือก่อน“ยุคก่อนประวัติศาสตร์”) และ ฟอสซิลวิทยา (Fossilology-ศึกษาเฉพาะเรื่องซากดึกดำบรรพ์) ทั้งหมดศึกษาโลกก่อนมีมนุษย์

ดังนั้น ท่ามกลางความสับสนทางวิชาการของท่านเอง หรืออาจเป็นเพราะความสับสนทางวิชาการในยุคของท่านเท่านั้น ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่พลตรี หลวงวิตรวาทการ เรียกว่าประวัติศาสตรสากลนั้นจึงถูกจำกัดความหมายไว้ให้เริ่มตั้งแต่ช่วงเวลาที่ปรากฏบันทึกหลักฐานเอกสารให้ศึกษามนุษย์ได้อย่างสะดวกชัดเจนและแน่นอน เป็นประวัติศาสตร์มนุษย์ที่พัฒนาไปสู่ความเจริญทางอารยธรรม สังคม เศรษฐกิจ และวิทยการต่างๆ และอาจเป็นประวัติศาสตร์ที่ก้าวไปสู่ความเสื่อมของมนุษย์ในอนาคต

เป็นเรื่องของมนุษย์ เรื่องที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มีนุษย์เป็นสำคัญ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของหิน, ดิน, พืช, สัตว์, และแมลง.


สมเกียรติ อ่อนวิมล

19 ตุลาคม 2561