ตุลาคม 2018

“ประวัติศาสตร์ใหญ่”… ใหญ่เพียงไร

#โลกวันนี้ “ประวัติศาสตร์ใหญ่”… ใหญ่เพียงไร
.
“ประวัติศาสตร์ใหญ่” หรือที่นักประวัติศาสตร์แขนงใหม่นี้เรียกว่า “Big History” นั้นใหญ่กว่าประวัติศาสตร์ของกำเนิดดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์โลกตลอดจนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆในระบบสุริยะแห่งดาราจักรทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) ประวัติศาสตร์ใหญ่ที่ว่านี้ย้อนไปถึงวาระแรกกำเนิดเอกภพ หรือ “The Universe”
.
มนุษย์พยายามตอบคำถามถึงกำเนิดของตัวมนุษย์เองมานานนับแต่เริ่มมีความคิดสงสัยที่มาของตัวมนุษย์เอง แต่มนุษย์ก็ยังหาคำตอบอยู่อย่างไม่ลดรา จนวันนี้มนุษย์ที่เป็นนักคิดหาเหตุผลตอบคำถามด้วยหลักทฤษฎีและการคำนวนพิสูจน์ทดลอง-คือนักวิทยาศาสตร์ และมนุษย์ที่เป็นนักตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบต่อสรรพสิ่งรอบตัวเพื่อให้เกิดความเข้าใจสรรพสิ่งเหล่านั้น-คือนักปรัชญา ทั้งสองกลุ่มนักคิดบนโลกที่ตนเองอยู่อาศัยกำลังมองหาคำตอบที่ไกลออกไปบนท้องฟ้า…ไกลเลยท้องฟ้าออกไป…และไกลออกต่อๆไปถึงกำเนิดเอกภพ อันเป็นต้นทางของประวัติศาสตร์ใหญ่
.
Isaac Asimov รวมคำอธิบายเอกภพอันเป็นผลจากการศึกษาของมนุษย์นักคิดแต่โบราณกาลจนปัจจุบัน ในหนังสือชื่อ “Isaac Asimov’s Guide to Earth and Space” โดยตั้งคำถามเรื่องอายุหรือกำเนิดเอกภพ: How old is the universe? แล้วลำดับความพยายามของนักคิดสำคัญหลายคนแต่อดีตในการค้นหาคำตอบ สรุปได้ว่าเอกภพคืออาณาจักรแห่งดวงดาวที่มองเห็นและมองไม่เห็นนั้นเป็นเอกภพที่ขยายตัวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากคำนวนย้อนหลังไปเอกภพก็น่าจะมีขนาดเล็กกว่าปัจจุบันและยิ่งย้อนหลังไปมากๆก็จะพบว่าเอกภพเล็กลงๆไปมากๆจนถึงจุดกำเนิดของเอกภพที่เป็นมวลปริมาตรขนาดเล็กยิ่งยวด
.
นักดาราศาสตร์คนแรกที่คิดเรื่องนี้เป็นชาวเบลเยี่ยมชื่อ Georges Eduard Lemaitre (1894-1966) ผู้เสนอความคิดในปี 1927 ว่าเอกภพเริ่มต้นแรกกำเนิดเป็นเสมือน cosmic egg หรือ “ไข่จักรวาล” ขนาดเล็ก ซึ่งเกิดระเบิดแตกออกอย่างรุนแรง การระเบิดของไข่จักรวาลส่งผลให้เกิดการขยายตัวของพลังระบิดอันมหาศาลขยายขนาดของจักรวาลที่เชื่อว่ามีเพียงภพเดียวจึงเรียกว่า “เอกภพ” แต่เอกภพนี้ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ
.
นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย ชื่อ George Gamow (1904-1968) เรียกการระเบิดครั้งใหญ่ของไข่จักรวาลว่า “the big bang” ซึ่ง ศาสตราจารย์ระวี ภาวิไล (1925-2017) นักดาราศาสตร์ไทย เรียกว่า “มหากัมปนาท”.
.
Edwin Powell Hubble (1889-1953) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน เป็นผู้พิสูจน์ในปี 1929 ยืนยันเรื่องการขยายตัวของเอกภพและการเดินทางแยกห่างของแกแล็กซี่ รับทราบดังนี้แล้ว Isaac Asimov ก็แนะให้
คำนวนอัตราการแตกตัวของแกแล็กซี่ (ดาราจักร) และความเร็วในการแยกตัวออกห่างระหว่างแกแล็กซี่ คำนวนย้อนหลังไปก็ไม่ยากที่จะหาเวลาอันเป็นวินาทีจุดระเบิด the big bang ของไข่จักรวาล ทั้งนี้ก็จะต้องทราบระยะห่างระหว่างแต่ละแกแล็กซี่ และความเร็วในการเคลื่อนที่แบบขยายตัวออกไปจากกันของบรรดาแกแล็กซี่เหล่านั้น แถมจะต้องคำนึงด้วยว่าแต่ละแกแล็กซี่อาจจะมีอัตราการเดินทางแยกขยายตัวไม่คงที่และไม่เท่ากัน ตามข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่ Hubble ได้ในครั้งนั้น เขาคำนวนว่า the big bang เกิดขึ้นเมื่อ 2 พันล้านปีที่แล้ว แต่นักธรณีวิทยาและนักชีววิทยาก็คัดค้านเป็นการใหญ่เพราะเชื่อกันว่าดาวเคราะห์โลกมีอายุมากกว่า 2 พันล้านปี แล้วจะให้เอกภพมีอายุน้อยกว่าโลกไปได้อย่างไร!
.
หลังจากข้อสรุปของ Hubble ผ่านไปราว 60 ปี ข้อมูลความรู้ทางดาราศาสตร์มีมากขึ้นโดยวิทยาการที่ก้าวหน้ามากขึ้นในการศึกษาเอกภพ นักวิทยาสตร์โดยรวมลงความเห็นว่าระเบิดมหากัมปนาท the big bang เกิดขึ้นเมื่อ 15,000 (1 หมื่น 5 พัน) ล้านปีที่แล้ว ซึ่งนั่นก็คืออายุของเอกภพ ซึ่งก็เท่ากับอายุของเอกภพตั้งแต่แรกกำเนิดจนกำลังอยู่ในวัยเติบโตทุกวันนี้ ให้กำเนิดดาราจักร หรือจักรวาลแห่งระบบดวงดาวใหญ่น้อย ทั้งที่มีแสงเร่าร้อนแรงกล้า และที่อ่อนแสงถึงอับแสง ต่างล้วนโคจรลอยล่องอยู่บนท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต
.
และนี่คือประวัติศาสตร์ใหญ่ หรือ The Big History ที่มีจุดเริ่มที่ the big bang แต่ยังไม่ทราบจุดจบ
.
ยังไม่มีนักประวัติศาสตร์ใหญ่กล้าเรียกแนวคิดใหม่ในการศึกษาประวัติศาสตร์นี้เกินเลยออกไปให้เป็น great history, greater history, หรือ super great history เพราะยังมีอะไรที่มนุษย์ยังไม่รู้อีกมาก โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า:
.
ก่อน the big bang นั้นเกิดอะไรขึ้น?
แล้วพลันที่ระเบิดเป็น the big bang เสี้ยววินาทีจากนั้น
เกิดเป็นเอกภพเดียว หรือมีอะไรมากกว่านั้น?
.
วิมล ศิริไพบูลย์ นักวรรณกรรมไทย นามปากกา “ทมยันตี” มองจักรวาลเป็นสองภพ เรียกว่า “ทวิภพ” ขณะที่นักดาราศาสตร์ในโลกปัจจุบันก็เริ่มถกเถียงกันเรื่อง “parallel universe” หรือ”เอกภพคู่ขนาน”
และ “multiverse” หรือ “พหุภพ”
.
ดังนั้น Big History ก็คงยังต้องเรียกว่า “ประวัติศาสตร์ใหญ่” ธรรมดาๆต่อไป เรียกแบบระมัดระวังไว้ ก่อน ยังไม่ถึงขนาดเป็น “มหาประวัติศาสตร์” หรือ “อภิมหาประวัติศาสตร์”
.
ยังมีอะไรที่มนุษย์ยังไม่รู้อีกมาก โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของตัวมนุษย์เอง.

สมเกียรติ อ่อนวิมล
31 สิงหาคม 2561

โลกวันนี้

#โลกวันนี้

การมองโลกที่มีมนุษยชาติอยู่อาศัยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสิ่งมีชีวิตบนแผ่นดินและผืนน้ำที่เกาะตัวเป็นก้อนกลม โคจรล่องลอยวนไปมาในอวกาศ อาจมีมุมมองได้ต่างกัน

#ถ้ามองแบบภาพกว้างก็ให้ถอยออกไปนอกระบบสุริยะ เห็นโลกเป็นเพียงเทหะวัตถุในอวกาศ เป็นจุดสีฟ้าจางๆ วางตัวอยู่ตรงวงโคจรวงที่สามจากศูนย์กลางอันเป็นดวงดาวแสงอ่อนที่มนุษย์เรียกว่าดวงอาทิตย์ หรือ The Sun เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะเล็กๆ บริเวณขอบนอกของดาราจักรทางช้างเผือก หรือ The Milkyway Galaxy มองโลกแบบนี้จะเห็นความโดดเดี่ยวเดียวดายของจุดสีฟ้าอ่อนซีดจางๆ หรือที่นักดาราศาสตร์เรียกว่า The Pale Blue Dot เป็นการมองโลกแบบฟิสิกส์ดาราศาสตร์ มองโลกเป็นดาวเคราะห์ที่เรียกชื่อว่า The Earth จะไม่เห็นปัญหาความวุ่นวายอะไรบนผิวโลก ไม่เห็นแม้แต่รูปแบบชีวิตบนผิวโลก เว้นแต่ถ้าจะเข้าไปใกล้ๆ ก็จะเห็นสรรพชีวิตสารพันรูปแบบและหลากหลายปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่ก็ยังไม่เห็นอะไรมากไปกว่าจุดสีฟ้าจางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมีสีสันและชีวิตที่หลากหลายขึ้น จาก The Pale Blue Dot ก็กลายมาเป็น The Blue Planet ถ้าไม่ลงไปอยู่บนโลก ไม่ลงไปคลุกคลีมีปฏิสัมพันธ์กับชีวิตและสรรพสิ่ง ก็จะไม่มีปัญหาให้เดือดร้อนทุกข์สุขจนต้องดิ้นรนหาทางให้พ้นทุกข์กันแต่ประการใด การมองโลกจากสุดขอบปลายทางของระบบสุริยะจึงยังผลให้เกิดความสงบสุขอย่างเปี่ยมล้น

#มุมมองของมนุษย์ที่มีต่อโลกเป็นมุมแคบกว่าจินตนาการ กว้างที่สุดของมุมแคบก็เพียงเห็นโลกกลมที่ถูกจับมาจัดแผ่แบนราบเป็นแผนที่แสดงแผ่นดินและผืนน้ำ แสดงอาณาบริเวณที่มนุษย์อยู่อาศัย แบ่งแยกเขตแดนกันตามที่เป็นผลพวงของการใช้กำลังอำนาจทางการเมืองการทหารแต่โบราณ อธิบายให้เห็นว่าแผ่นดินและผืนน้ำตรงไหนเป็นของมนุษย์กลุ่มใด เรียกกลุ่มตัวเองว่าเป็นรัฐเป็นประเทศชื่ออะไร แล้วมนุษย์ก็ต่อสู้ปกป้องดินแดน ขยายดินแดน สูญเสียดินแดนและชีวิตที่ต่อสู้ปกป้องดินแดนที่มีพรมแดนและมีชื่อเรียกขานเป็นประเทศทั้งหลายเหล่านั้น เป็นการมองโลกแบบเป็นโลกมนุษย์ หรือ The World เป็นการมองตัวเองของมนุษย์แบบภูมิรัฐศาสตร์ ละเลยแม้แต่จะพิจารณาปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติแวดล้อม มองจากฐานข้อมูลปัญหาของมนุษย์เอง มองโลกแบบนี้ มองเมื่อไรก็เห็นปัญหาเมื่อนั้น มนุษย์เรียกช่วงเวลาหรือยุคของพัฒนาการสังคมโลกแบบนี้ว่าเป็นความเจริญของมนุษยชาติ

#มาปัจจุบันนี้ สู่ยุคหลังทันสมัย (Post Modern World) มนุษย์เริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตมนุษย์เองกับสิ่งแวดล้อมและสรรพชีวิตที่หลากหลายรายรอบมากขึ้น เห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและเผ่าพันธุ์มนุษย์กลุ่มอื่น รวมทั้งเห็นความสำคัญของความหลากหลายแห่งชีวภาพบนดาวเคราะห์โลกมากขึ้น พรมแดนที่เคยลากเส้นแบ่งไว้เพื่อปกป้องอัตลักษณ์และอำนาจของเผ่าพันธุ์ตนเริ่มถูกทำลายลงโดยปฏิสัมพันธ์ข้ามพรมแดนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้มนุษยชาติสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต ปรับขยายวิธีคิด และเดินทางข้ามพรมแดนในยุคทันสมัยมากขึ้น จนอำนาจรัฐที่เคยใช้ต่อสู้รบราฆ่าฟันทำลายล้างกันเริ่มเสื่อมสลายไร้พลังอำนาจลง โลกยุคหลังทันสมัย คือโลกปัจจุบัน เป็นโลกที่กระแสโลกาภิวัตน์ทำลายกำแพงแห่งอำนาจรัฐลงอย่างเกือบราบคาบ ด้วยพลังของการเดินทาง พลังแห่งการสื่อสารของข้อมูลข่าวสาร การเดินทางเคลื่อนย้ายถิ่นฐานข้ามพรมแดนของมนุษย์ ข้ามอุปสรรคทางวัฒนธรรมแห่งเผ่าพันธุ์ พลังโลกาภิวัตน์กำลังสร้างโลกใหม่อย่างช้าๆ จนในอนาคตอันไกลข้างหน้า ในที่สุดมนุษยชาติก็อาจจะกลับเข้าสู่การมองโลกและสร้างโลกใหม่ให้กลับเป็นโลกที่เป็น The Earth แบบดั้งเดิมอีกครั้ง

การเดินทางของมนุษยชาติบนโลกมนุษย์กลับสู่ความเป็นดาวเคราะห์โลกแบบอดีตก่อนบรรพกาลเช่นว่านี้กำลังดำเนินอยู่และดำเนินต่อไปอย่างช้าๆ เพียงแต่ว่ามนุษย์ไม่หาเวลาหยุดตัวเองให้นิ่งพอที่จะมองเห็นความเจริญในจิตใจของตัวเองเท่านั้น

มองโลกมุมแคบจึงเกิดปัญหามากมายไร้ความสงบสุข
มองโลกมุมกว้าง ยิ่งมองกว้างมากขึ้น และมองไกลออกไปมากขึ้นเท่าไร ปัญหาก็จะลดลง
ความสุขสงบก็จะเกิดมากขึ้นเท่านั้น
บทความในคอลัมน์ “โลกวันนี้” จำต้องมองโลกในทุกมุมมอง ไม่ว่าจะแคบหรือกว้างไกลข้ามขอบฟ้าไปแค่ไหนอย่างไร เพราะมนุษยชาติยังเดินทางไปสู่ความเจริญได้อย่างช้ามากเหลือเกิน

สมเกียรติ อ่อนวิมล
17 สิงหาคม 2561