วิกฤตหมอกควันในกรุงเทพมหานคร

” วิกฤตหมอกควันในกรุงเทพมหานคร “

หลังจากที่Green Peace Thailand ได้แถลงผลการจัดอันดับเมืองที่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในโลก ปรากฏว่า กรุงเทพมหานคร ของเราติดอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลก โดย 5 อันดับแรกคือ เมืองเดลี (อินเดีย) เมืองธากา (บังกลาเทศ) เมืองโกลกาตา (อินเดีย) เมืองเสิ่นหยาง (จีน) และ เมืองกาฐมาณฑุ (เนปาล) โดยดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศ US AQI ที่คำนวณได้ในเมืองเดลีมีค่าสูงถึง 309 ซึ่งจัดอยู่ในระดับที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ (Hazardous) ได้ ทั้งนี้ ทางสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ หรือ US-EPA ได้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศไว้ดังนี้

สถานการณ์ล่าสุดจากเว็บไซต์Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษได้รายงานค่า AQI ซึ่งวัดได้สูงถึง 204 ที่ถนนพระราม 2 ซึ่งจัดอยู่ในระดับที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและประชาชนทุกคนมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตราย อย่างไรก็ตาม ความน่ากลัวที่แท้จริงอาจมีมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะหลักการคำนวณค่าAQI ใช้พารามิเตอร์เพียงไม่กี่ตัว เช่น ในกรณีของ US-EPA มีการใช้ค่าฝุ่น PM10 PM2.5 และก๊าซโอโซน ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งในความเป็นจริงนักวิทยาศาสตร์สายสิ่งแวดล้อมทุกคนทราบกันดีว่ายังมีสารเคมีที่เป็นพิษอีกหลายชนิดทั้งในรูปแบบของสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ ซึ่งไม่ได้ถูกรวมเข้าไปในสูตรการคำนวณ AQI

ประเด็นที่อยากนำเสนอคือแนวทางที่ภาครัฐควรหาแนวทางป้องกันและจัดการซึ่งแบ่งออกได้เป็นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวดังนี้

❗️❗️❗️ มาตรการระยะสั้น

1. ออกมาตรการควบคุมไม่ให้รถยนต์ส่วนตัวที่มีผู้นั่งคนเดียวเข้าไปในใจกลางของกรุงเทพมหานครในช่วงที่ค่าAQI สูงเกิดมาตรฐาน เพื่อร่วมกันลดการปลดปล่อยค่ามลพิษสู่ชั้นบรรยากาศให้น้อยที่สุด

2. ทางการควรเร่งรัดเอาผิดรถยนต์ที่มีการปล่อยควันดำสูงเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุของระบบจ่ายน้ำมันที่ไม่เหมาะสม ขาดการดูแลรักษาไส้กรองอากาศปล่อยให้เกิดอาการอุดตัน การใช้เครื่องยนต์ที่เก่าชำรุดขาดการบำรุงรักษา หรือมีการบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กำหนดล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุของวิกฤต PM2.5 ด้วยกันทั้งสิ้น

3. โดยปกติแล้ว กรุงเทพมหานคร จะได้รับอานิสงส์ จากปรากฏการณ์ Wet Deposition หรือการชะล้างโดยน้ำฝนรวมทั้งลมบกลมทะเลซึ่งทำหน้าที่คอยระบายมลพิษออกจากตัวเมืองเป็นประจำอยู่แล้ว วิกฤตหมอกควันจะเกิดขึ้นถี่ในช่วงฤดูหนาวของทุกปีนับตั้งแต่ธันวาคมและอาจยาวต่อเนื่องถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งช่วงเวลาสามเดือนอันตรายนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งหามาตรการเฉพาะกิจมาดำเนินการแก้ไข เช่นการให้ความรู้กับประชาชนในการงดออกกำลังกายในที่โล่งแจ้งในช่วงที่ค่า AQI สูงเกินมาตรฐานเป็นต้น

4. ให้ความรู้กับประชาชนเรื่องการใช้หน้ากากที่ถูกต้องเนื่องจากตอนนี้ มีบริษัทนำเข้าหน้ากากออกมาหลายชนิด บางประเภทเป็นหน้ากากในลักษณะการป้องกันการแพร่เชื่อโรคจากผู้ป่วยสู่คนอื่น มากกว่าการกรองมลพิษที่ผู้สวมใส่หน้ากากจะได้รับ ทางภาครัฐควรเร่งจัดทำ โมชั่นคลิป หรือ อินโฟกราฟฟิกให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชน

❗️❗️❗️ มาตรการระยะยาว

1. การออกแบบระบบจำกัดจำนวนยานยนต์แบบสิงคโปร์ หรืออำนาจการถือครอง Certificate of Entitlement (COE) ซึ่งผู้ประสงค์ที่จะซื้อยานยนต์จะต้องยื่นประมูลก่อนและมีสิทธิ์ที่จะครอบครองยานยนต์ได้เป็นเวลา10 ปีเท่านั้น ด้วยระบบดังกล่าวทำให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศส่งออกรถยนต์มือสองอันดับต้นๆของโลกรองจากญี่ปุ่น โดย COE สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักได้แก่ ประเภทที่ถ่ายโอนไม่ได้ (จักรยานยนต์ รถแท็กซี่ รถยนต์ส่วนบุคคล) กับถ่ายโอนได้ (อย่างเช่น รถขนส่งสินค้าขนาดใหญ่)

2. การส่งเสริมนโยบายลดภาษีรถยนต์นั่งไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) รวมทั้งรถเมล์ไฟฟ้า และรถยนต์ไฮบริด-ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เนื่องจากรถยนต์กลุ่มนี้ปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศน้อยมาก

3. แม้ว่าอาจจะไม่ใช่แหล่งกำเนิดของมลพิษทางอากาศในกรุงเทพมหานครโดยตรง แต่การเผาในที่โล่งแจ้งโดยเฉพาะเศษชีวมวลจากกิจกรรมทางการเกษตรสามารถส่งผลต่อการเพิ่มคุณของค่าฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศกรุงเทพมหานครได้เช่นเดียวกัน ภาครัฐควรกวดขันเข้มงวดกับผู้ที่เผาในที่โล่งแจ้ง พร้อมกับสนับสนุนเกษตรกรที่นำเศษชีวมวลไปทำปุ๋ยหมักสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์
ได้

4. กรมควบคุมมลพิษ สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร สำนักงานควบคุมอาคารสังกัดสำนักการโยธากรุงเทพมหานคร และ กรมโยธิการและผังเมืองสังกัดกระทรวงมหาดไทย ควรร่วมประสานงานกับแบบบูรณาการ ชะลอการก่อสร้างหรือรื้อถอนอาคารในช่วงที่เงื่อนไขของสภาพอากาศกระตุ้นให้เกิดวิกฤตหมอกควันได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนอันตรายที่ทางการต้องคอยเฝ้าระวัง

โดยศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ 
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ 
คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)