เหตุจลาจลในฝรั่งเศส

เรื่อง “เหตุจลาจลในฝรั่งเศส”

ผู้เขียนผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ปรากฏการณ์ “เสื้อกั๊กเหลือง” กับการประท้วงซึ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวันเสาร์ที่ 1ธันวาคมที่ผ่านมา ณ กรุงปารีส บนถนนสายสำคัญ คือ Champs-Elysées ทำให้ทั่วโลกหันมาจับตามมองการประท้วงในครั้งนี้

คำถามที่น่าสนใจ มีอยู่ว่า…

1. ทำไมต้องเสื้อกั๊กสีเหลือง 

ก็เพราะการประท้วงครั้งนี้ เริ่มต้นมาจาก ผู้ใช้รถบนท้องถนน ซึ่งปกติจะมีกฎหมายกำหนดให้ รถทุกคนต้องเสื้อกั๊กสีเหลือง (สะท้อนแสง) แบบนี้ติดรถไว้เสมอ ในกรณีที่ต้องนำมาใส่หรือให้เห็นเป็นที่สังเกตกรณีที่รถยนต์คันนั้น ๆ เกิดอุบัติเหตุหรือเสียต้องจอดข้างทาง การนำเสื้อกั๊กสีเหลืองนี้มาใช้ก็เสมือนเป็นการเริ่มต้นการประท้วงของกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นราคาภาษีน้ำมัน

2. การประท้วงครั้งนี้ มีสาเหตุมากจากอะไร? 

การชุมนุมประท้วงในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลประกาศจะขึ้นราคาภาษีเชื้อเพลิง ในช่วงเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ โดยนำเสนอเป็นการขึ้นภาษีเกี่ยวกับกับระบบนิเวศในการขนส่งทางถนน (Taxe écologique sur le transport routière ) ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีMacron ได้ประกาศขึ้นภาษีน้ำมันไปแล้ว คือ 14%สำหรับเบนซิน 95และ22 % สำหรับดีเซล ตั้งแต่เมื่อครั้งเข้าดำรงตำแหน่งได้ใหม่ ๆ โดยทำอยู่ในรูปแบบของกลุ่มภาษีด้านการใช้พลังงานและระบบนิเวศTaxe intérieure de consommation sur les produits énergétiques (TICPE) 

ซึ่งในการขึ้นภาษีในครั้งนี้มันออกจากมากเกินไป สำหรับผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนและอาจจะส่งผลกระทบต่อการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในท้องตลาดได้ในที่สุด

การประท้วงครั้งนี้ เริ่มต้นจาก ผู้ขับรถยนต์ เพียง 2คน ตั้งแต่เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผ่านช่องทางการใช้ Facebook และมีการเพิ่มจำนวนขึ้นจากกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวผ่านช่องทางSocial media และรวมถึงการล่ารายชื่อผ่านช่องทาง Change.org ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเริ่มต้นจากการประท้วงปิดทางหลวง ถนนสายหลักตามหัวเมืองสำคัญ ๆ ต่าง ๆ เรื่อยมา จนกระทั่งมีการปิดถนน และเกิดเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ณ กรุงปารีส 

กลุ่มผู้ประท้วงได้อ้างถึงการขึ้นภาษีน้ำมัน ทั้งดีเซล เบนซิน แก๊ส ตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี Macron เป็นการขึ้นภาษีมาตลอดทั้ง ๆ ที่ราคาน้ำมันในตลาดยุโรปก็มีการปรับลงบ้าง สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การอ้างว่าภาษีดังกล่าวเป็นภาษีของการปล่อยมลพิษ และรัฐบาลอ้างว่านำภาษีเหล่านี้ไปใช้จ่ายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ด้านพลังงานนั้น ซึ่งกลุ่มผู้ปะท้วงอ้างว่า ไม่เป็นความจริงทั้งหมด รัฐบาลไม่มีความโปร่งใสในการบริหารจัดการภาษีนี้ 

3. ผู้ประท้วงเหล่านี้ เป็นใคร มาจากไหน ? 

กลุ่มผู้ประท้วงเหล่านี้ อ้างว่าเป็นกลุ่มอิสระ เป็นตัวแทนของประชาชนชาวฝรั่งเศส ไม่เกี่ยวกับกลุ่มสหภาพแรงงาน หรือกลุ่มการเมืองใด ๆ ซึ่งผู้ประท้วงเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ใช้รถใช้ถนนในการเดินทางสัญจรไปทำงาน โดยเฉพาะการใช้รถเพื่อวิ่งระหว่างเมือง แต่ต่อมาก็มีกลุ่มการเมืองออกมาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของกลุ่มขวาจัดอย่าง Marie Le Pen หรือกลุ่มของ สส. บางกลุ่ม เป็นต้น 

แต่อย่างไรก็ดี มีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง โดยให้เหตุผลว่า การขึ้นภาษีน้ำมันจะทำให้ทุกคนกลับมาคิดถึงการเดินทางที่เป็นมิตรกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นมากกว่าจะใช้พาหนะส่วนตัวที่ปล่อยมลพิษเท่านั้น และยังรวมถึงกลุ่มผู้ประกอบกิจการทั้งหลายที่ได้รับผลกระทบจากการจลาจล ปิดถนน ทำให้เมืองปารีสที่เป็นเมืองเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวตกอยู่ในความหวาดกลัวของนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

การประท้วงบานปลาย ขยายตัวไปหลากหลายกลุ่มที่ไม่พอใจกับนโยบายของรัฐบาล มีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่เข้าร่วม ไม่เห็นด้วยได้เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ร่วมด้วยในหลาย ๆ เมืองเช่น Nice Toulouse Bordeaux ซึ่งนักเรียน นักศึกษานี้ ก็มีบางส่วนไปเข้าร่วมกับกลุ่ม เสื้อกั๊กเหลืองด้วยเช่นเดียวกัน รวมถึงเมื่อวันก่อน ก็มีการชุมนุมประท้วงของอีกกลุ่มเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยมีการนำรถพยาบาลมาปิดล้อมจอดที่หน้าอาคารรัฐสภาด้วย

4. เสรีภาพในการชุมนุม ? 

ทำไมต้องที่ Champs – Elysées เดิมทีเดียวได้มีการนัดชุมนุมกันที่Place de la Concorde แต่ได้รับการปฏิเสธจากสำนักงานตำรวจ โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ sensitive เพราะตั้งอยู่ใกล้กับทำเนียบประธานาธิบดี และใกล้กับสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสถานฑูตสหรัฐอเมริกาด้วย ทางตำรวจจึงได้มีการเสนอให้ใช้พื้นที่ Champs de Mars โดยบริเวณหอไอเฟล แต่สุดท้ายก็ได้มีการขยับมาชุมนุมกันที่ Champs – Elysées ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญในเรื่องทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะวันเสาร์ 

เมื่อวันเสาร์ที่ 1ธันวาคม ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก มีการบุกทำลายอาคาร และทรัพย์สินของทางราชการ รวมถึงทรัพย์สินที่เป็นสมบัติของชาติที่ ประตูชัย รั้วสวน Tuileries ใกล้พิพิธพันธ์ Louvre อาคารร้านค้าและบ้านเรือนบริเวณดังกล่าว มีการพ่นสีสเปรย์ด่าทอ แล้วเกิดการปะทะกับตำรวจ โดยการใช้แก๊สน้ำตา มีรายงานว่า มีผู้ชุมนุมประท้วง 139คน ถูกจับกุมแล้วเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีของศาล Tribunal de Paris มี 378คน ถูกควบคุมตัว และมี 33คนที่เป็นเยาวชน นอกจากนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล 162คน

5. ทางออก ของสองฝ่าย ? 

มี Reaction จากกลุ่มการเมืองหลากหลายกลุ่มร้องขอให้มีเปิดการพูดคุยเจรจา และไปตลอดจนถึงการเรียกร้องให้มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นกลวิธีทางออกให้การแก้ไขความขัดแย้งที่ฝรั่งเศสใช้มาตลอด นอกจากนี้ กลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้ามกับประธานาธิบดี ก็มีการเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ประกาศยุบสภา ไปจนถึงลาออก ส่วนทางด้านฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม ก็มีการเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้อำนาจสถานการณ์ฉุกเฉิน l’Etat urgenceและจะให้เปิดตั้งกระทู้ถามประธานาธิบดีในสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ 

คงต้องจับตาดูการประท้วงครั้งนี้ต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการประท้วงที่มีความรุนแรงและใหญ่ใกล้เคียงกับการประท้วง ปี 1968 (mai 68) 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4ธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศเลื่อนเวลาการขึ้นภาษีน้ำมันออกไปอีก 6เกือน และจะเปิดให้มีการอภิปรายสาธารณะ พูดให้เกิดการเจราจาหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ 15ธันวาคมถึง 1มีนาคมปีหน้าเกี่ยวกับการขึ้นภาษีของรัฐทั้งระบบ 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6ธันวาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีประกาศยกเลิกมาตรการขึ้นภาษีน้ำมัน สำหรับปีงบประมาณ2019 ( ไม่ขยายตามที่นายกบอกไว้ ) เป็นที่เรียบร้อย 

รัฐบาลคงต้องดูมาตรการแบบอื่นแทน 

ข้อน่าสังเกตคือ รอบนี้กระแส และพลังของประชาชนจุดติด เพราะมันไปกระทบกับเรื่องปากท้อง รวมถึงกระแสความไม่พอใจต่อตัวประธานาธิบดีเองด้วย