“ตำรับยาแผนไทย” ควรมีในตู้ยาประจำบ้าน

“ตำรับยาแผนไทย” ควรมีในตู้ยาประจำบ้าน

       กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่อง “ตำรับยาแผนไทย” ที่ประชาชนควรมีไว้ในตู้ยาประจำบ้าน แบ่งเป็นยาสำหรับใช้ภายนอกและสำหรับรับประทาน รวมทั้งหมด 13 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสมุนไพรที่เราคุ้นเคยกันดี 

เรามาดูกันค่ะว่า มีตำรับยาอะไรบ้าง และแต่ละตัวมีสรรพคุณอย่างไร

ยาสำหรับใช้ภายนอก ได้แก่

1.  ยาไพล ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อย

ช่วยลดอาการอักเสบ บวม เส้นตึง เมื่อยขบ เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ ด้วยการใช้เหง้า 1 เหง้า นำมาตำคั้นเอาแต่น้ำ ทานวดบริเวณที่มีอาการ หรือจะนำมาตำให้ละเอียด ผสมกับเกลือเล็กน้อย ห่อเป็นลูกประคบ เวลาจะใช้ก็นำมาอังไอน้ำให้ร้อน ใช้ประคบบริเวณที่มีอาการฟกช้ำ บวม และบริเวณที่ปวดเมื่อย เช้า – เย็น จนกว่าจะหาย หรือจะใช้เป็นน้ำมันไพลที่มีขายทั่วไป ก็สะดวก

2.  ยาว่านหางจระเข้ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก 

ใช้ว่านหางจระเข้ฝานบางๆ แล้วแปะไว้ที่แผลไฟไหม้ แผลโดนน้ำร้อนลวก จะช่วยบรรเทาอาการปวดแผลได้ และยังช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น ช่วยในการดับพิษร้อน บรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน

3.  ยาพญายอ ใช้บรรเทาอาการแมลงกัดต่อย

ใบพญายอ รักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด บวม แดง ร้อน แต่ไม่มีไข้) จากแมลงมีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน เป็นต้น โดยเอาใบสด 10 – 15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เป็น) ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียด เติมเหล้าขาวพอชุ่มยา ใช้น้ำและกากพอกบริเวณที่บวมหรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย

4.  ยาบัวบก ใช้สมานแผล

ใบบัวบก ช่วยลดการอักเสบที่ผิวหนัง และอาการฟกช้ำ นอกจากนี้ คนที่กินใบบัวบกหลังการผ่าตัด จะช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น และลดการติดเชื้อได้ โดยนำใบบัวบกสด 1 กำมือ คั้นให้ได้น้ำหรือตำให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำ 1 แก้ว คนให้เข้ากัน จากนั้นกรองให้เหลือแต่น้ำ ผสมน้ำตาลหรือเกลือตามชอบ 

ควรระวัง เนื่องจากบัวบกเป็นยาที่มีฤทธิ์เย็น ถ้ากินมากเกินไป จะทำให้ร่างกายรู้สึกหนาว หลีกเลี่ยงการกินใบบัวบกติดต่อกันทุกวัน หรือกินครั้งละมาก ๆ เมื่อกินติดต่อกัน 1 อาทิตย์แล้ว ควรหยุดพัก 1 อาทิตย์ แล้วค่อยกลับมากินใหม่

ยาสำหรับรับประทาน ได้แก่

5.  ยาขมิ้นชัน ใช้บรรเทาอาการแน่นจุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ

การใช้ตำรับขมิ้นชัน เพื่อรักษาอาการแน่นจุกเสียด อาหารไม่ย่อย เป็นข้อบ่งใช้ที่มีรายงานการวิจัยทางคลินิกที่เป็นที่ยอมรับขององค์การอนามัยโลก และคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา

1.  ผงขมิ้นชัน 1.5 – 4 กรัม/วัน แบ่งเป็นวันละ 3 – 4 ครั้ง กินหลังอาหารและก่อนนอน

2.  ใช้ขมิ้นชันผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน กินหลังอาหารและก่อนนอน ครั้งละ 3 – 5 เม็ด วันละ 3 ครั้ง

6.  ยามะขามแขก ใช้บรรเทาอาการท้องผูก

มะขามแขกเป็นยาระบายที่ดี เพราะในมะขามแขกมีสารเซนโนไซด์เอและบี เมื่อกินเข้าไปแล้ว จุลินทรีย์ในร่างกายจะเปลี่ยนสารเซนโนไซด์เอและบี ให้เป็นสารแอนทราควิโนน ซึ่งส่งผลให้ลำใส้เกิดการบีบตัว ทำให้เกิดอาการปวดท้อง และถ่ายออกมา

ควรระวัง ถ้ากินมากเกินไป (มากกว่า 10 – 60 มิลลิกรัม) จะทำให้ถ่ายมากเกิน จนร่างกายขาดเกลือแร่ และเสียน้ำมาก ทำให้ไม่มีแรง เพลีย อาจช็อกและเสียชีวิตได้

7.  ยาเหลืองปิดสมุทร ใช้บรรเทาอาการท้องเสีย

ใช้บรรเทาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อุจจาระไม่เป็นมูก ไม่มีมีเลือดปนและท้องเสียชนิดที่ไม่มีไข้

ขนาดและวิธีใช้

ผู้ใหญ่ ครั้งละ 1 กรัม ละลายน้ำ กินทุก 3 – 5 ชั่วโมง เมื่อมีอาการท้องเสีย

เด็กอายุ3 – 5 เดือน ครั้งละ 200 มิลลิกรัม

อายุ 6 – 12 เดือน ครั้งละ 300 – 400 มิลลิกรัม

อายุ 1 – 5 ขวบ ครั้งละ 500 – 700 มิลลิกรัม

อายุ 6 – 12 ปี ครั้งละ 800 มิลลิกรัม– 1 กรัม

ละลายน้ำ กินทุก 3 – 5 ชั่วโมง เมื่อมีอาการท้องเสีย

8.  ยาผสมเพชรสังฆาต ใช้บรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนัก

ใช้รักษาริดสีดวงทวารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ จึงช่วยลดอาการท้องผูกได้ด้วย กินครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 3ครั้ง หลังอาหาร

9.  ยาจันทร์ลีลา ใช้แก้ไข้ ตัวร้อน

จันทร์ลีลาเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ และอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ใช้แทนยาพาราเซตามอล ไม่ทำร้ายตับ ใช้แก้ไข้ ตัวร้อน และใช้ในผู้หญิงที่มีไข้ทับระดูหรือเป็นไข้ระหว่างมีประจำเดือน

ผู้ใหญ่ กินครั้งละ 3 – 4 เม็ด เด็ก ครั้งละ 1 – 2 เม็ด ซ้ำได้ทุก 4 ชม. 

10.  ยาฟ้าทะลายโจร ใช้บรรเทาอาการหวัด เจ็บคอ

ในฟ้าทะลายโจร มีสารสำคัญทางพฤกษศาสตร์หลายชนิด เช่น สารไดเทอร์ปีนแลคโตน สารฟลาโวนอยด์ และสารประกอบอื่น ๆ จึงใช้รักษาไข้หวัด และยังสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น

ขนาดและวิธีใช้

ใช้ใบและกิ่ง 1 กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม สดหนัก 25 กรัม) นำมาต้มน้ำ ดื่มก่อนอาหาร วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น หรือเวลามีอาการ หรือถ้าเป็นยาแคปซูล กินครั้งละ 3 – 4 แคปซูล (ตามปริมาณ เช่น 500 มิลลิกรัม กิน 3 เม็ด , 350มิลลิกรัม กิน 4 เม็ด) วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน เมื่ออาการหาย ให้หยุดยา

ควรระวังไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 7 วัน เพราะฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ค่อนข้างแรง อาจทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะ และทางที่ดีถ้ากินติดต่อกันเกิน 3 วันแล้ว ไม่ดีขึ้น ควรหยุดกินแล้วรีบไปพบแพทย์

11.  ยาแก้ไอผสมมะขามป้อม ใช้บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ

ตามตำรายาไทย ของที่มีรสเปรี้ยวจะช่วยละลายเสมหะ มะขามป้อมที่จะนำมากินแก้ไอ ควรเลือกลูกที่แก่จัดจนผิวออกสีเหลือง โดยให้นำมะขามป้อมสดมาเคี้ยวอมกับเกลือ เมื่อมีการไอ 

วิธีทำยาแก้ไอมะขามป้อมด้วยตนเอง
นำมะขามป้อมแห้ง (มีขายตามท้องตลาดทั่วไป) สัก 10 ลูก นำมาต้มกับน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือด กรองเอาแต่น้ำ เติมน้ำผึ้ง และเกลือ ตามชอบ ใช้จิบแก้ไอ นอกจากนี้อาจเพิ่มชะเอม สัก 1 ก้าน เพื่อช่วยแต่ง รสหวาน และช่วยให้ชุ่มคอก็ได้

12.  ยาหอมเทพจิตร ใช้แก้ลม วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย 

เป็นตำรับยาหอมที่ประกอบด้วยตัวยา 48 ชนิด ตัวยาหลัก คือ ดอกมะลิ และเปลือกส้ม 8 ชนิด เหมาะสำหรับแก้อาการลม วิงเวียน หน้ามืด ซึ่งดอกมะลิ มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ และช่วยให้สดชื่น ผิวส้มมีสรรพคุณแก้ลม วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนที่รู้สึกซึมเศร้า ที่มักเกิดขึ้นในบางเวลา หรือคนสูงอายุที่รู้สึกเหงา เศร้า จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้  

13.  ยาประสะไพล ใช้แก้ระดูไม่ปกติ บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ขับน้ำคาวปลา

ประสะไพล เป็นตำรับยาที่ใช้บรรเทาอาการปวดประจําเดือน ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ และใช้ขับน้ำคาวปลาในผู้หญิงหลังคลอดบุตร 

มีระยะเวลาในการใช้ยาแตกต่างกัน ควรศึกษารายละเอียดก่อนใช้ ดังนี้

ขนาดรับประทานยาชนิดผง ยาเม็ด หรือแคปซูล ครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
กรณีปวดประจําเดือนกินก่อนมีประจําเดือน 2 – 3 วัน ไปจนถึงวันแรก และวันที่ 2 ที่มีประจําเดือน
กรณีระดูมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าปกติกิน 3 – 5 วัน เมื่อระดูมา ให้หยุดกิน ไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 1 เดือน
กรณีขับน้ำคาวปลาหลังคลอดบุตรกินจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด แต่ไม่เกิน 15 วัน

ข้อห้ามและข้อควรระวัง
คนที่ต้องการใช้ยาเพื่อปรับประจำเดือนให้มาตามปกตินั้น ในกรณีที่ประจำเดือนไม่มาเนื่องจากตั้งครรภ์ การใช้ยาจะทำให้เกิดอันตรายทั้งแม่และเด็ก และห้ามใช้ในกรณีต่อไปนี้

  •  ห้ามใช้ในผู้หญิงที่ตกเลือดหลังคลอด หญิงตั้งครรภ์ และคนที่มีไข้
  •  ห้ามใช้ในผู้หญิงที่มีระดูมากกว่าปกติ เพราะจะทําให้ขับระดูออกมามากขึ้น
  •  ควรระวังการใช้ยาอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับหรือไต เพราะอาจเกิดการสะสมของการบูร และเกิดพิษได้

แม้ว่าตำรับยาแผนไทยสามัญประจำบ้าน จะมีประโยชน์ แต่อย่าลืมว่า การใช้ยาทุกชนิด ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกโรค ไม่ถูกขนาด หรือใช้มากเกินไป ก็อาจเกิดอันตรายได้ 

ก่อนใช้ อย่าลืมอ่านวิธีใช้ในฉลากยา และใช้ให้ถูกต้องด้วยนะคะ