ตุลาคม 2018

“ประวัติศาสตร์ใหญ่”… ใหญ่เพียงไร

#โลกวันนี้ “ประวัติศาสตร์ใหญ่”… ใหญ่เพียงไร
.
“ประวัติศาสตร์ใหญ่” หรือที่นักประวัติศาสตร์แขนงใหม่นี้เรียกว่า “Big History” นั้นใหญ่กว่าประวัติศาสตร์ของกำเนิดดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์โลกตลอดจนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆในระบบสุริยะแห่งดาราจักรทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) ประวัติศาสตร์ใหญ่ที่ว่านี้ย้อนไปถึงวาระแรกกำเนิดเอกภพ หรือ “The Universe”
.
มนุษย์พยายามตอบคำถามถึงกำเนิดของตัวมนุษย์เองมานานนับแต่เริ่มมีความคิดสงสัยที่มาของตัวมนุษย์เอง แต่มนุษย์ก็ยังหาคำตอบอยู่อย่างไม่ลดรา จนวันนี้มนุษย์ที่เป็นนักคิดหาเหตุผลตอบคำถามด้วยหลักทฤษฎีและการคำนวนพิสูจน์ทดลอง-คือนักวิทยาศาสตร์ และมนุษย์ที่เป็นนักตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบต่อสรรพสิ่งรอบตัวเพื่อให้เกิดความเข้าใจสรรพสิ่งเหล่านั้น-คือนักปรัชญา ทั้งสองกลุ่มนักคิดบนโลกที่ตนเองอยู่อาศัยกำลังมองหาคำตอบที่ไกลออกไปบนท้องฟ้า…ไกลเลยท้องฟ้าออกไป…และไกลออกต่อๆไปถึงกำเนิดเอกภพ อันเป็นต้นทางของประวัติศาสตร์ใหญ่
.
Isaac Asimov รวมคำอธิบายเอกภพอันเป็นผลจากการศึกษาของมนุษย์นักคิดแต่โบราณกาลจนปัจจุบัน ในหนังสือชื่อ “Isaac Asimov’s Guide to Earth and Space” โดยตั้งคำถามเรื่องอายุหรือกำเนิดเอกภพ: How old is the universe? แล้วลำดับความพยายามของนักคิดสำคัญหลายคนแต่อดีตในการค้นหาคำตอบ สรุปได้ว่าเอกภพคืออาณาจักรแห่งดวงดาวที่มองเห็นและมองไม่เห็นนั้นเป็นเอกภพที่ขยายตัวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากคำนวนย้อนหลังไปเอกภพก็น่าจะมีขนาดเล็กกว่าปัจจุบันและยิ่งย้อนหลังไปมากๆก็จะพบว่าเอกภพเล็กลงๆไปมากๆจนถึงจุดกำเนิดของเอกภพที่เป็นมวลปริมาตรขนาดเล็กยิ่งยวด
.
นักดาราศาสตร์คนแรกที่คิดเรื่องนี้เป็นชาวเบลเยี่ยมชื่อ Georges Eduard Lemaitre (1894-1966) ผู้เสนอความคิดในปี 1927 ว่าเอกภพเริ่มต้นแรกกำเนิดเป็นเสมือน cosmic egg หรือ “ไข่จักรวาล” ขนาดเล็ก ซึ่งเกิดระเบิดแตกออกอย่างรุนแรง การระเบิดของไข่จักรวาลส่งผลให้เกิดการขยายตัวของพลังระบิดอันมหาศาลขยายขนาดของจักรวาลที่เชื่อว่ามีเพียงภพเดียวจึงเรียกว่า “เอกภพ” แต่เอกภพนี้ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ
.
นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย ชื่อ George Gamow (1904-1968) เรียกการระเบิดครั้งใหญ่ของไข่จักรวาลว่า “the big bang” ซึ่ง ศาสตราจารย์ระวี ภาวิไล (1925-2017) นักดาราศาสตร์ไทย เรียกว่า “มหากัมปนาท”.
.
Edwin Powell Hubble (1889-1953) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน เป็นผู้พิสูจน์ในปี 1929 ยืนยันเรื่องการขยายตัวของเอกภพและการเดินทางแยกห่างของแกแล็กซี่ รับทราบดังนี้แล้ว Isaac Asimov ก็แนะให้
คำนวนอัตราการแตกตัวของแกแล็กซี่ (ดาราจักร) และความเร็วในการแยกตัวออกห่างระหว่างแกแล็กซี่ คำนวนย้อนหลังไปก็ไม่ยากที่จะหาเวลาอันเป็นวินาทีจุดระเบิด the big bang ของไข่จักรวาล ทั้งนี้ก็จะต้องทราบระยะห่างระหว่างแต่ละแกแล็กซี่ และความเร็วในการเคลื่อนที่แบบขยายตัวออกไปจากกันของบรรดาแกแล็กซี่เหล่านั้น แถมจะต้องคำนึงด้วยว่าแต่ละแกแล็กซี่อาจจะมีอัตราการเดินทางแยกขยายตัวไม่คงที่และไม่เท่ากัน ตามข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่ Hubble ได้ในครั้งนั้น เขาคำนวนว่า the big bang เกิดขึ้นเมื่อ 2 พันล้านปีที่แล้ว แต่นักธรณีวิทยาและนักชีววิทยาก็คัดค้านเป็นการใหญ่เพราะเชื่อกันว่าดาวเคราะห์โลกมีอายุมากกว่า 2 พันล้านปี แล้วจะให้เอกภพมีอายุน้อยกว่าโลกไปได้อย่างไร!
.
หลังจากข้อสรุปของ Hubble ผ่านไปราว 60 ปี ข้อมูลความรู้ทางดาราศาสตร์มีมากขึ้นโดยวิทยาการที่ก้าวหน้ามากขึ้นในการศึกษาเอกภพ นักวิทยาสตร์โดยรวมลงความเห็นว่าระเบิดมหากัมปนาท the big bang เกิดขึ้นเมื่อ 15,000 (1 หมื่น 5 พัน) ล้านปีที่แล้ว ซึ่งนั่นก็คืออายุของเอกภพ ซึ่งก็เท่ากับอายุของเอกภพตั้งแต่แรกกำเนิดจนกำลังอยู่ในวัยเติบโตทุกวันนี้ ให้กำเนิดดาราจักร หรือจักรวาลแห่งระบบดวงดาวใหญ่น้อย ทั้งที่มีแสงเร่าร้อนแรงกล้า และที่อ่อนแสงถึงอับแสง ต่างล้วนโคจรลอยล่องอยู่บนท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต
.
และนี่คือประวัติศาสตร์ใหญ่ หรือ The Big History ที่มีจุดเริ่มที่ the big bang แต่ยังไม่ทราบจุดจบ
.
ยังไม่มีนักประวัติศาสตร์ใหญ่กล้าเรียกแนวคิดใหม่ในการศึกษาประวัติศาสตร์นี้เกินเลยออกไปให้เป็น great history, greater history, หรือ super great history เพราะยังมีอะไรที่มนุษย์ยังไม่รู้อีกมาก โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า:
.
ก่อน the big bang นั้นเกิดอะไรขึ้น?
แล้วพลันที่ระเบิดเป็น the big bang เสี้ยววินาทีจากนั้น
เกิดเป็นเอกภพเดียว หรือมีอะไรมากกว่านั้น?
.
วิมล ศิริไพบูลย์ นักวรรณกรรมไทย นามปากกา “ทมยันตี” มองจักรวาลเป็นสองภพ เรียกว่า “ทวิภพ” ขณะที่นักดาราศาสตร์ในโลกปัจจุบันก็เริ่มถกเถียงกันเรื่อง “parallel universe” หรือ”เอกภพคู่ขนาน”
และ “multiverse” หรือ “พหุภพ”
.
ดังนั้น Big History ก็คงยังต้องเรียกว่า “ประวัติศาสตร์ใหญ่” ธรรมดาๆต่อไป เรียกแบบระมัดระวังไว้ ก่อน ยังไม่ถึงขนาดเป็น “มหาประวัติศาสตร์” หรือ “อภิมหาประวัติศาสตร์”
.
ยังมีอะไรที่มนุษย์ยังไม่รู้อีกมาก โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของตัวมนุษย์เอง.

สมเกียรติ อ่อนวิมล
31 สิงหาคม 2561

เช็คให้ชัวร์ ว่าคุณพร้อมลงทุนใน “ICO” หรือไม่?

#เช็คให้ชัวร์ ว่าคุณพร้อมลงทุนใน “ICO” หรือไม่?

ICO (Initial Coin Offering) คือ การระดมทุนด้วยการเสนอขาย digital token ผ่านอินเตอร์เน็ต โดยใช้เทคโนโลยี blockchain เป็นพื้นฐาน

แม้ว่าการลงทุนใน ICO หากประสบความสำเร็จ อาจจะได้ผลตอบแทนที่สูงมาก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่สูงมากเช่นกัน ดังนั้น ข้อควรระวังต่อไปนี้ จุงเป็นสิ่งที่ผู้ลงทุนจำเป็นต้องศึกษา

1. #รู้จุดประสงค์ รู้ว่าผู้ระดมทุนนำเงินไปทำอะไร มีแผนธุรกิจที่ชัดเจนหรือไม่
2. #รู้สิทธิ รับทราบสิทธิผู้ถือ Token จากเอกสารการเสนอขาย (White Paper)
3. #รู้สัญญา มีการเปิดเผย Smart Contract บนเว็บไซด์ และสอดคล้องกับ White Paper หรือไม่
4. #รู้ป้องกัน ตรวจสอบว่ากระเป๋าเงินดิจิทัล หรือ Platform ที่ใช้ระดมทุน ดูรัดกุม น่าเชื่อถือ ไม่มีข่าวถูก Hack เป็น Fraud หรือ Scam

#ข้อควรระวัง

1. #ระวังโดนโกงจากแดนไกล ICO เป็นธุรกรรมข้ามประเทศ หากธุรกิจไม่มีข้อมูล ให้ตรวจสอบได้อย่างเพียงพอ ผู้ลงทุนอาจถูกลวงหรือตกเป็นเหยื่อกลโกงออนไลน์ได้ง่าย เพราะมิจฉาชีพ อาจจะเข้ามาหลอกลวง โดยแฝงเป็นผู้ระดมทุน
2. #ระวังTokenหมดค่า หาก Digital Token ที่ลงทุนไว้ไม่เป็นที่นิยม อาจซื้อขายเปลี่ยนมือได้ยาก
3. #ระวังธุรกิจล้มเหลว มักเป็น Project ที่ก่อตั้งใหม่ จึงมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว
4. #ระวังสัญญาณอันตราย ระวังคำโฆษณาชวนเชื่อ ที่มีแนวโน้มว่าคุณจะถูกหลอกลวง

*การลงทุนใน ICO เป็นรูปแบบการลงทุนที่ยังใหม่ และมีความเสี่ยงสูง การเข้าใจรูปแบบการลงทุนก่อนตัดสินใจ จะช่วยลดความเสี่ยงให้คุณได้

ข้อมูลจาก : ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( กลต.)

ปัญหาและข้อเสนอ แก้ไขปัญหาจราจร ระยะสั้น

#ปัญหาและข้อเสนอ #แก้ไขปัญหาจราจร #ระยะสั้น

1. #ขยายเวลาชั่วโมงเร่งด่วน (peak hours) ในช่วงเช้า โดยดึงคนขับรถให้ออกเช้าขึ้นหรือสายขึ้น โดยรัฐสนับสนุนค่าผ่านทางด่วน และค่าโดยสารรถไฟฟ้า ทั้งนี้ในสิงคโปร์ ดำเนินการวิธีนี้โดยผู้ใช้รถไฟฟ้าก่อน 5.30 น. ใช้บริการฟรี

2. #การกำหนดช่องทาง HOV (heavy occupancy vehicle ซึ่งมีแล้ว แต่ไม่ได้รับความนิยม ทั้งนี้ให้สำรวจเส้นทางสำคัญ HOV คือ รถที่มีผู้โดยสารมาก และจะเพิ่มจำนวนของ passenger 1.1 คนต่อคัน และลดจำนวนรถลง ทั้งนี้รวมถึงกานกำหนดให้รถ taxi สามารถรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นระหว่างทางโดยความสมัครใจของผู้โดยสารคนแรก ซึ่งทำให้ภาระค่าโดยสารถูกลงด้วย

3. #กำหนดแนวเขตก่อสร้าง โครงการขนาดใหญ่อย่างชัดเจน ซึ่งมีมาตรฐานแล้ว เช่น มาตรฐานการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในเมือง ของสำนักนโยบายและแผนจราจรและขนส่งหลีกเลี่ยงหรือลดจำนวนการเปิดช่องเลี้ยวขวาซึ่งจะทำใฟ้รถทางตรงมีความจุถนนลดลงมาก (รถเลี้ยวขวา 1 คันเท่ากับ รถทางตรง 1.6 คัน)

4. #เคร่งครัดทางลัดทางเลี่ยง (detour) สำหรับบริเวณการก่อสืร้างโครงการรถไฟฟ้า โดยขอความร่วมมือกับส่วนราชการใกล้เคียง เพื่อเลี่ยงทางลดปริมาณการจราจร ซึ่งปกติเอกส่ารแนบสัญญาก่อสร้าง ผู้รับจ้างต้องนำเสนอ

.
#การแก้ไขปัญหาระยะยาว

1. #ลดการส่งเสริมให้ใช้รถยนตร์นั่ง โดยแก้ไข พรบ.ควบคุมอาคารที่กำหนดให้มีที่จอดรถในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เป็นห้ามสร้างที่จอดรถยนตร์ในอาคารที่ใกล้ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่
2. #อาคารพาณิชย์เดิมในเส้นทางขนส่งมวลชน อนุญาติให้เปลี่ยนที่จอดรถเป็นพื้นที่ขาย โดยส่งเสริมสนับสนุนทุกทาง และต้องกำหนดพื้นที่ในโครงการจัดทำเป็นแถวคอยรถสาธารณะ (taxi stands) อย่างเป็นระบบ
3. #กำหนดให้ที่จอดรถ ส่งเสริมรถประเภท HOV และให้ยกเลิกการจอดรถยนตร์ฟรีเมื่อซื้อของจำนวนตามกำหนด และอาจให้รัฐเป็นผู้เก็บค่าจอดรถยนต์หักจากภาษีที่อาคารต้องจ่ายให้รัฐ
4. #กำหนดพื้นที่ถนนที่ต้องชำระค่าเข้า (road pricing) ในชั่วโมงเร่งด่วน
5. #สร้างระบบโดยสารขนส่งหลายประเภท (multi-mode transportation) อย่างจริงจัง เป็นระบบ
6. #ค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพงเกินกว่าผู้โดยสารทั่วไปจะรับได้ รัฐต้องเชื่อมโยงและอุดหนุนค่าโดยสาร
.

รศ.เอนก ศิริพานิชกร
ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. และ
ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและบริการ
วิทยาศาตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ธรรมะบนเขา

📰 #ธรรมะบนเขา
กดลิ้งค์👉เพื่ออ่านธรรมะประจำวัน
————————————–
☀️ ธรรมะรุ่งอรุณ

“อาหารของใจ”
👉 https://bit.ly/2odpwEl
————————————–
❤ ธรรมะโดนใจ

👉 https://bit.ly/2BI02sx
————————————–
🌙 ธรรมะก่อนนอน

“วิธีระงับความโกรธ”
👉 https://bit.ly/2BI0Ihz
————————————-
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ส่งคำถามได้ที่ LINE @apichato
👇👇👇
https://line.me/R/ti/p/%40apichato

ธุรกิจเพื่อสังคม ดำรงคุณค่าแท้ๆ

#ธุรกิจเพื่อสังคม ดำรงคุณค่าแท้ๆ

การสร้างองค์กรสิ่งสำคัญคือต้องมุ่งมั่นต่อสู้ ที่สำคัญคือต้องมีแรงบันดาลใจในการทำ การท้าทายในวิถีการจัดการคือสิ่งที่คนยอมรับเป็นการทำธุรกิจที่สร้างสรรค์และเป็นที่ยอมรับของสังคม
.
ในโลกยุคใหม่ไม่เพียงแค่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญคือต้องประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการให้สังคมยอมรับด้วย
.
มีหลายเครื่องมือที่องค์กรยึดถือเพื่อให้มีภาพลักษณ์ เพื่อจดจำในเรื่องการทำเพื่อสังคม สังคมจดจำได้มากคือคำว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) องค์กรทุกระดับจะจัดงบประมาณจากผลกำไรส่วนหนึ่งเพื่อจัดกิจกรรมเป็นโครงการสร้างประโยชน์เพื่อสังคม ทำทุกปีแตกต่างออกไป ในประเทศไทยจะพบองค์กรหลายแห่งทำโครงการจนเป็นที่จดจำ นำไปใช้เป็นภาพลักษณ์ต่อความรับผิดชอบสังคมตลอดมา
.
มิติใหม่แห่งการสร้างการยอมรับในสังคมอุดมปัญญา องค์กรธุรกิจเริ่มปรับมุมมองสำคัญในด้านกิจกรรมเพื่อสังคม (SE : Social Enterprise) หรือองค์กรสร้างสังคมให้มีมิติแห่งการแบ่งปัน
.
สังคมที่ดีคือสังคมแห่งการเรียนรู้ และการยอมรับกิจการเพื่อสังคมคือธุรกิจปกติที่ทำแล้วสร้างมูลค่าให้สังคมโดยการจัดการธุรกิจทั่วไป สิ่งที่แตกต่างคือการบริหารจัดการจะทำเพื่อสังคมดำรงคุณค่า การดูแลกิจการเพื่อสังคมในมิติแห่งการดูแลสิ่งแวดล้อม
.
การสร้างองค์กรที่ไม่ทำลายมลภาวะ การเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมให้โอกาสกับคนพิการมีงานทำอย่างยั่งยืน ส่งเสริมให้คนไร้บ้านมีงานทำ ฝึกฝีมือแรงงาน แม้ผู้ถูกจองจำเมื่อออกจากสถานที่กักขังได้รับการฝึกให้มีฝีมือกลายเป็นพ่อครัวชั้นนำในร้านอาหารกิจการเพื่อสังคม และไม่กลับเข้าสถานที่กักขัง ทั้งยังถือเป็นการสร้างคุณค่าภายใน ลดการสูญเสียกำลังทรัพยากรมนุษย์ สำคัญคือการทำให้สังคมมีคุณค่า ให้ฐานะของคนด้อยโอกาสในสังคมให้มีพลัง มีที่ยืน มีหลักคิด การดำรงอยู่อย่างยั่งยืน
.
ประเทศอังกฤษถือเป็นประเทศที่สร้างมุมมองให้เกิดกิจการเพื่อสังคมในมิติอย่างสร้างสรรค์ รัฐบาลสนับสนุนทั้งเรื่องงบประมาณ สนับสนุนเงินกูดอกเบี้ยต่ำ ลดภาษี แต้มต่อในการได้รับงานภาครัฐ ทำให้กิจการเพื่อสังคมของอังกฤษได้รับการยอมรับอย่างดียิ่ง โดยภาพรวมประเทศอังกฤษถือเป็นแม่แบบสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่เรียกว่า กิจการเพื่อสังคม
.
ฉบับหน้าจะเล่าสถานการณ์สำคัญกิจการเพื่อสังคมในเมืองไทยเป็นเช่นใด
.
รศ.ดร. ชลวิทย์ เจียรจิตต์
คณะสังคมศาสตร์ มศว.

รู้เท่าทันยุค Post-Truth โลกที่คนไม่สนความจริง

#รู้เท่าทันยุค Post-Truth โลกที่คนไม่สนความจริง

#ปัจจุบันเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ หรือการรู้เท่าทันโลกดิจิทัลที่คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ทำทางด้าน Social Media ต่างๆ ไม่ว่า จะเป็น Facebook twiter หรือ IG พยายามเร่งที่จะให้คนทั่วไปรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล โดยนโยบายของหน่วยงานเหล่านี้พยายามให้คนรู้เท่าสื่อดิจิทัลและ ทำอย่างไรไม่ให้ระบบของเขาไปทำลายเสรีภาพทางการสื่อสาร โลก

#โซเซียลมีเดีย มีศัพท์ทางเทคนิคที่เรียกว่า user generated content คือบุคคลที่มีการใช้งานในโลกดิจิทัลที่สามารถใช้และสร้าง Content อย่างเช่น Facebook ที่มีการผลิต Platform แต่จะมีผู้ใช้งานเป็นคนช่วยผลิต Content ต่างๆ คอยส่งข้อมูลเพื่อให้เกิดการแชร์ ซึ่งใครๆก็สามารถที่จะส่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้ได้ ซึ่งจากสถานการณ์ต่างๆตรงนี้ทำให้เราเจอวิกฤตคือ ผู้ใช้งานบางคนอยากที่จะ ปล่อยข่าวลือ ข่าว Fake ข่าวที่ไม่จริงออกไปด้วยเป้าหมายอะไรบางอย่าง ทำให้ในระบบนั้นกลายเป็นระบบที่ไม่มีคุณภาพ อย่างเช่นในสังคมเราตอนนี้ที่เจอปัญหาตรงนั้นคือ ข้อมูลที่เป็นเรื่องไม่จริงมีอยู่เยอะมากในพื้นที่สื่อ Social โดยขณะนี้มี application หลายๆ App ที่ตระหนักในเรื่องนี้

#ในโลก #Social การรับรู้ข้อมูลข่าวสารจะไม่เหมือน TV ที่จะเป็นไปตามช่วงเวลาที่ออกอากาศ แต่ในโลก Social ข้อมูลจะกระจายเป็นใยแมงมุม ซึ่งขึ้นอยู่กับการ Click ของคนซึ่งจะมีทั้งข่าวเก่าและข่าวใหม่วนเวียนกัน จากการทำงานวิจัยทำให้เห็นว่าข่าวที่เป็น Fake NEWS หรือข่าวไม่จริงจะมีการวิ่งในลักษณะวิ่งแล้วกระจายเหมือนใยแมงมุม ซึ่งพื้นฐานของคนชอบในการแชร์ ในขณะเดียวกันหากมีข่าวแก้ออกมาข่าวแก้จะมีการวิ่งที่ช้ากว่า ในขณะที่ข่าวลวงจะหยุดกระแสได้จะใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าที่จะมีการหยุดข่างลวงเหล่านั้น

#ข่าวลือ นั้นจะหยุดได้ต้องมีตัวช่วยคือต้องมีสำนักข่าวกระแสหลักจะช่วยหยุดข่าวลือได้ดีมากเพราะ ว่าสำนักข่าวเหล่านนี้จะมีการตรวจสอบและมีความน่าเชื่อถือ และต้องเข้าใจข่าวลือหรือข่าวที่เป็น Fake NEWS จะมีลักษณะเป็นเหมือน ซอมบี้ คือไม่วันตาย

จากข้อมูลที่เป็นลักษณะนี้เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรและจะหยุดมันอย่างไร เราต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า โซเซียลมีเดียกับ อินเตอร์เน็ต มีความแตกต่างกัน อินเตอร์เน็ต คือพื้นที่สาธารณะที่ใครๆก็เข้าไปได้ อย่างเวลาที่เราจะหาข้อมูลจะเป็นในลักษณะเชิงรุกคือเราเข้าไปคลิกว่าเราอยากดูข้อมูลอะไร ส่วนโลกโซเซียลเป็นพื้นที่ของบริษัทที่มี Platform ของบริษัทซึ่งวิธีการรับข้อมูลข่าวสารขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท อย่างในกรณีของแอปพลิเคชั่น Watch APP ในอินเดียซึ่งเป็นกลุ่มปิด ซึ่งถือว่ามีความปลอดภัยสูง แต่ในขณะเดียวบริษัทไม่สามารถที่จะกลั่นกรองข้อมูลต่างๆได้ แต่เมื่อเกิดข่าวลือทางบริษัทได้ทำการหยุดการแพร่กระจายข้อมูลด้วยลดปริมาณคนที่เห็นจากการแชร์ เพื่อลดจำนวนคนที่จะเห็นข้อมูลที่เป็นเท็จ สำหรับ Facebook จะวิธีการเช็คที่เรียกว่า Fact Checking ว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลจริงหรือไม่

แต่ปัจจุบันสิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างจากข่าวลือในโลกโซเชียลที่บางครั้งไม่ได้เกิดขึ้นจากมนุษย์ ซึ่งในปัจจุบันมีลักษณะเหมือนการใช้ Robot ซึ่งสามารถที่จะแชร์ได้เร็วกว่าเราเยอะ ซึ่งปัจจุบันสื่อที่เป็นโซเชียลได้มีวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ อย่างแรกคือว่าดูว่าใครเป็นเป็นคนปล่อยข่าวลือนั้นแล้วจะเข้าไปทำการป้องกัน detect

ในการใช้เทคโนโลยีทุกอย่างมีทั้งข้อดีข้อเสีย สื่อโซเชียลก็เช่นกันอย่างที่เห็นว่ามีข้อดีอยู่มหาศาลที่ทำให้เราได้ อุสาหกรรมทางความคิดสร้างสรรค์จากคนทั่วไป และเป็นช่องทางในการสื่อสารให้คนทั่วไป ในส่วนของข่าวปลอมที่มีเยอะ เราต้องฝากไว้กับคน 2 กลุ่มอย่างแรกคือคนทั่วไปที่ใช้ซึ่งตอนนี้มีวิธีการที่สามารถเช็คและคิดเยอะๆก่อนที่จะแชร์ ส่วนกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มนักข่าวสำนักข่าวต่างๆที่จะต้องคอยเช็คความจริงให้กับผู้ชม โดยที่จะต้องไม่เป็นต้นตอของการแชร์ข่าวลวงต่างๆซึ่งนักข่าวถือได้ว่าเป็นผู้มีอิทธิพลสำคัญในการที่จะแพร่กระจายข่าว ซึ่งก่อนเมื่อเรามีความเชื่อว่าใครๆก็สามารถผลิตสื่อได้แต่ตอนนี้เรามาถึงยุคที่ต้องเชื่อในเรื่องของความเป็นมืออาชีพมากขึ้นในการที่จะผลิตสื่อต่างๆ
.
ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้
หัวหน้าภาควิชาสารสนเทศ คณะนิเทศศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ตรวจการเลือกตั้งคือใคร มาจากไหน ทำหน้าที่อะไร 🔍

#ผู้ตรวจการเลือกตั้งคือใคร มาจากไหน ทำหน้าที่อะไร 🔍

#การจัดการเลือกตั้งของประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมาเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. โดยในระดับจังหวัดนั้น จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด หรือ กกต. จังหวัดๆ 5 คน จากผู้ที่ได้รับการสรรหาจากผู้มีภูมิลําเนาอยู่ในจังหวัดนั้นเข้ามาเป็นกลไกการทำงานของ กกต. ในระดับพื้นที่ มีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละ 4 ปีและดํารงตําแหน่งได้เพียงวาระเดียว และมีอํานาจหน้าที่ เช่น รับผิดชอบในการอํานวยการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติภายในจังหวัดที่รับผิดชอบ เสนอแนะเกี่ยวกับการแบ่งเขตเลือกตั้ง รวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ เสนอแนะต่อกกต. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งบุคคลผู้มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เป็นต้น

​#อย่างไรก็ตาม การมี กกต. จังหวัดทำงานประจำและคัดสรรจากผู้มีภูมิลำเนาในจังหวัดที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เป็นหลักทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลายประการ เช่น ความคุ้มค่าในการปฏิบัติงานที่ส่วนใหญ่ กกต. จังหวัดจะมีบทบาทสำคัญเฉพาะในช่วงที่มีการเลือกตั้งเท่านั้น นอกจากนี้ การเป็นคนพื้นที่อาจทำให้การทำงานของ กกต. จังหวัดถูกแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองในพื้นที่ได้

​#รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงได้ออกแบกลไกสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งในระดับจังหวัดใหม่ โดยการยกเลิก กกต. จังหวัดและกำหนดให้มี #ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ขึ้นมาแทน โดยใช้วิธีการคัดเลือกและแต่งตั้ง ดังนี้

(#1) ให้ กกต. คัดเลือกบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในแต่ละจังหวัดๆ ละไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 8 คน เพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งตามจํานวนที่เพียงพอแก่การปฏิบัติหน้าที่ครบทุกจังหวัด โดยจัดทําบัญชีรายชื่อขึ้นไว้บัญชีรายชื่อดังกล่าวให้ใช้ได้เป็นเวลาตามที่ กกต. กําหนดแต่ไม่เกิน 5 ปี
(#2) การคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งต้องคัดเลือกจาก
• บุคคลที่ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐ
• ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดในเวลา 5 ปีที่ผ่านมาก่อนการแต่งตั้ง
• เป็นบุคคลที่เชื่อได้ว่า มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีความประพฤติเสื่อมเสีย
• ไม่มีลักษณะต้องห้ามที่กําหนดไว้สําหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.
• ไม่เป็นผู้มีบุพการีคู่สมรส หรือบุตรเป็นหรือสมัครรับเลือกตั้งหรือรับเลือกเป็น ส.ส. ส.ว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(#3) ระหว่าง มี พ.ร.ฎ. ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. จนถึงประกาศผลหรือภายหลังอีกไม่เกิน 60 วัน ให้ กกต. ดําเนินการแต่งตั้งบุคคลจากบัญชีรายชื่อที่ได้จัดทําไว้จังหวัดละไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 8 คน โดย กกต. จะทำการจับสลากรายชื่อบุคคล จากบัญชีผู้ตรวจการเลือกตั้งที่มีภูมิลําเนาอยู่ในจังหวัดที่จะแต่งตั้ง จํานวน 2 คน และจับสลากรายชื่อบุคคลจากบัญชีที่มิได้มีภูมิลําเนาในจังหวัดที่จะแต่งตั้งจนครบจํานวน (5-8 คน)

#​ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดมีหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ

(#1) ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ดําเนินการเลือกตั้ง และการกระทําความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือการกระทําใดที่จะเป็นเหตุทําให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้วรายงานให้ กกต. ทราบเพื่อดําเนินการ
(#2) แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง และถ้าไม่มีการดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง ให้รายงานให้ กกต. ทราบโดยเร็ว
(#3) ทำหน้าที่เพิ่มเติมเมื่อมีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง หรือมีการออกเสียงประชามติ หรือมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ตามที่ กกต. มอบหมาย
ตามดูกันต่อไปว่า ผู้ตรวจการเลือกตั้งที่เข้ามาทําหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งในระดับจังหวัดแบบเฉพาะกิจ ในช่วงเวลาที่จำเป็น และเป็นการเข้ามาแบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไม่ทราบล่วงหน้า จะทําให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งไม่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองในพื้นที่ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และปลอดจากระบบอุปถัมภ์ได้จริงหรือไม่ ถ้าเป็นไปได้จริง การตรวจสอบควบคุมการจัดการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตน่าจะต้องเข้มข้นและเข้มงวดแน่ๆ

ดร. สติธร ธนานิธิโชติ
นักวิชาการผู้ชำนาญการ
สำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า