ตอนที่ 21 : ปีใหม่ ศาสนาคริสต์ นวัตกรรมแห่งกาลเวลา

โลกวันนี้
โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล
XXI

ปีใหม่ ศาสนาคริสต์ นวัตกรรมแห่งกาลเวลา

ที่ว่า ชีวิตมนุษย์เป็นวัฎจักรของอนุกรมนั้นก็เพราะมนุษย์สร้างนวัตกรรมแห่งกาลเวลา โดยนับเวลาให้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่มีการถอยหลังกลับ เวลาที่ผ่านไปจึงเป็นอดีต เป็นประวัติศาสตร์ที่มนุษย์มิอาจเดินทางกลับไปแก้ไขได้ เว้นแต่ว่าจินตนาการดังปรากฏในนวนิยายวิทยาศาสตร์หลายจะเป็นจริงได้ ซึ่งมีนวนิยายหลายเรื่องเกี่ยวกับเครื่องจักรกลแห่งกาลเวลาที่สามารถพามนุษย์เดินทางท่องไปในกาลเวลาได้ทั้งเดินทางย้อนกลับไปหาอดีตอันเป็นประวัติศาสตร์และเดินทางไปข้างหน้าสู่อนาคตที่ยังไม่เกิดในปัจจุบัน…ปัจจุบันซึ่งเป็นอดีตหรือประวัติศาสตร์ของอนาคต

นวนิยายวิทยาศาสตร์ของ H.G. Wells เรื่อง The Time Machine (1895)เป็นงานวรรณกรรมประเภท Scientific Romance ที่โด่งดังที่สุดตั้งแต่ปลายคริสศตวรรษที่ 19th แม้ในยุคปัจจุบัน ที่ Scientific Romance หรือ นวนิยายผจญภัยเชิงวิทยาศาสตร์ ได้เปลี่ยนชื่อเรียกและรูปแบบมาเป็น Science Fiction หรือ Sci-Fi หรือ ”นวนิยายวิทยาศาสตร์” เรื่อง The Time Machine ก็ยังเป็นที่นิยมจนกล่าวได้ว่าเป็นงานวรรณกรรมอมตะ หรือ “Classic” อยู่คู่วงการวรรณกรรมมาตลอดกาลในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์หลายแห่งในโลกวันนี้มีความพยายามค้นคว้าศึกษาและวิจัยเรื่องการเดินทางไปกับเครื่อง Time Machine กันอย่างจริงจังแม้จะยังไม่สำเร็จแต่ก็มีเหตุผลทำให้หลักทฤษฎีเรื่องการเดินทางไปตามกาลเวลา หรือ Time Travellingเป็นเรื่องน่าเป็นไปได้นวนิยายวิทยาศาสตร์หลายเรื่องเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์สามารถทำเรื่องในนวนิยายวิทยาศาสตร์หลายเรื่องให้เป็นจริงได้

แต่เรื่องการท่องพื้นที่แห่งกาลเวลา ณ วันนี้ – ปีใหม่ ค.ศ. 2019 –
มนุษย์ยังมิอาจสร้างเครื่องจักรกลแห่งกาลเวลาได้มนุษย์ทำได้เพียงการบันทึกเวลาและเหตุการณ์ต่างๆที่เห็นสำคัญในปัจจุบันให้เป็นประวัติศาสตร์เมื่อเวลาผ่านไป และคิด คำนวณ คาดเดาเหตุการณ์ต่างๆที่น่าจะเกิดมีความสำคัญในอนาคตแล้วเดินทางไปพร้อมกันกับจังหวะของกาลเวลาที่มนุษย์กำหนดว่าเป็นการเดินทางไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องไม่มีจุดยุติ

ที่ว่าเวลาของมนุษย์เหมือนกับจะก้าวต่อเนื่องไปข้างหน้า แต่แล้วก็วกกลับมาที่เดิมนั้นก็เพราะมนุษย์สร้างนวัตกรรมแห่งกาลเวลาตามกรอบคิดของมนุษย์เองโดยให้ชีวิตมนุษย์เป็นเสมือนเครื่องจักรกลแห่งกาลเวลา หรือ Time Machineที่ทำได้เพียงการเดินหน้าของชีวิต มิอาจถอยหลังได้ ทั้งนี้ให้หมายความถึงการเคลื่อนของชีวิตมิได้หมายถึงการก้าวเดินของอวัยวะดังนั้นชีวิตของมนุษย์จึงดำเนินไปข้างหน้าตามกาลเวลาในอัตราความเร็วเท่ากับกาลเวลาตามนิยามเรื่องปฏิทินวัน เดือน ปี จนครบรอบปีผ่านไป แล้วเข้าสู่รอบปีปฏิทินใหม่ หรือ “ปีใหม่”ตามที่โลกมนุษย์นับและถือปฏิบัติตามกันเหมือนเป็นส่วนใหญ่
แต่การเดินทางของชีวิตมนุษย์บนโลกนั้นยังติดอยู่บนโลกเช่นเดิมเมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบรอบปีก็เท่าากับโลกเดินทางกลับมาตำแหน่งที่ตั้งเดิมชีวิตจึงเป็นวัฏจักรเคลื่อนที่ไปเป็นวงรีกลับมาที่เดิมทุกปีไป!

ปฏิทินที่มนุษย์ใช้กันเป็นสากลปัจจุบันนี้เป็นปฏิทินที่คำนวณ กำหนดและประกาศใช้โดยพระสันตะปาปา Gregory แห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (Roman Catholic หรือ Catholic) ตั้งแต่คริสศตวรรษที่ 16th เริ่มใช้เดือนตุลาคม ค.ศ. 1582 เป็นต้นมา เรียกว่าปฏิทิน Gregorian (Gregorian Calendar) เป็นการประกาศใช้แทนที่ปฏิทินแบบเดิมก่อนหน้านั้นที่เรียกว่า Julian Calendar ของจักรพรรดิ Julius Caesar แห่งกรุงโรม ซึ่งใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 45 BC

ในเวลาที่อาณาจักรโรมันแผ่อำนาจกว้างไกลไพศาล โลกภายใต้อำนาจโรมก็ใช้ปฏิทิน Julian Calendar ต่อมาคริสต์จักรคาทอลิกทรงอำนาจเหนืออาณาจักร แม้องค์จักรพรรดิ์แห่งโรมก็ต้องสยบปฏิทินของสมเด็จพระสันตะปาปา Gregory จึงถูกประกาศใช้แทนปฏิทินของพระจักรพรรดิ์แต่ปฏิทินทั้งสองแบบก็คำนาณวันเวลาตามการโคจรของโลกสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ เกือบจะทำนองเดียวกัน

ปฏิทิน Julian Calendar ใช้ในสมัยที่มนุษย์ยังเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ และดวงอาทิตย์กับดวงดาวดารดาษบนท้องฟ้าล้วนโคจรรอบโลกทั้งสิ้น เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก-แล้วกลับมาขึ้นอีกครั้งตอนเช้าจึงครบ 1 วัน อาศัยการสังเกตและบันทึกผ่านอดีตอันยาวนาน ดูดาว สังเกตฤดูกาลจนเชื่อมั่นในในวัฏจักรแห่งการเดินทางของดวงอาทิตย์รอบโลกครบ 1 รอบก่อเกิดวัฏจักรแห่งฤดูกาลครบถ้วนสี่ฤดู จึงเรียกว่าครบ 1 ปี

ส่วนปฏิทิน Gregorian Calendar ของพระสันตะปาปา Gregory เกิดขึ้นหลังจากมนุษย์ได้รับความรู้ใหม่แล้วว่าระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์อยู่เป็นศูนย์กลางของระบบส่วนโลกกับดาวเคราะห์ดวงอื่นทำหน้าที่เป็นฝ่ายโคจรรอบดวงอาทิตย์ ในวงโคจรของตนเอง นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบเรื่องโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์นั้นเป็นชาวโปแลนด์ ชื่อ Nicolaus Copernicus หนังสือของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ชื่อ “On the Revolutions of the Celestial Spheres” พิมพ์เผยแพร่ก่อนเขาจะถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1543 โดยเกรงกลัวว่าหากพิมพ์ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ได้อีกยาวนานจะได้รับผลกระทบจากฝ่ายศาสนจักรซึ่งทรงอำนาจที่สุดในโลกตะวันตกสมัยนั้นและคำสอนสำคัญที่แม้จะไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์กลายเป็นความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ศาสนิกชนจะลบล้างหรือละเมิดมิได้ นักวิทยาศาสตร์ผู้ใดละมิดหรือลบล้างคำสอนของฝ่ายคริสต์จักรมักจะได้รับผลกระทบถึงถูกจองจำสิ้นอิสรภาพหรือแม้กระทั่งชีวิต

Copernicus สามารถใช้วิทยาศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อที่เคยงมงายผิดพลาดของมนุษย์ในอดีตมาได้จนทุกวันนี้ฝ่ายตริสต์จักรก็ยอมรับปรับคำสอนให้โลกกลมและโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้แต่ยังไม่ปรับความเชื่อที่ว่าพระเจ้าสร้างโลกภายใน 6 วัน เมื่อ 4,000 ปีที่แล้ว ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลแม้ความรู้ใหม่จากวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์จะลงความเห็นเป็นสากลแล้วว่าโลกมีอายุ 4.5 พันล้านปี เก่ากว่าโลกของพระเจ้าในศาสนาคริสต์ถึง 4,499,996,000 ปี (สี่พันสี่ร้อยเก้าสิบเก้าล้านเก้าแสนเก้าหมื่นหกพันปี) ในโลกตะวันตกเรื่องนี้ยังเป็นที่ต่อสู้กันอยู่ย่างไม่รดรา โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา คนเคร่งศาสนาคริสต์ ไม่ว่าจะนิกายใดยังเชื่อว่ามีพระเจ้าจริง และพระเจ้าทรงสร้างโลกสร้างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นเมื่อสี่พันปีที่แล้ว ส่วนนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะในอเมริกา และโดยเฉพาะอีกในองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือ NASA ก็มุ่งหน้าบุกเบิกสำรวจอวกาศต่อไป

แม้องค์การ NASA จะไม่บอกว่าสำรวจอวกาศเพื่อค้นหาพระเจ้า หรือเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีพระเจ้า แต่อย่างน้อยๆปีใหม่ ค.ศ. 2019 นี้ยานอวกาศ New Horizons ซึ่งใช้เวลาเดินทาง 13 ปีก็เดินทางออกนอกระบบสุริยะ พ้นวงโคจรของดาว Pluto ผ่านไปถ่ายภาพอุกกาบาต Ultima Thuleส่งมาให้มนุษย์ดูแล้ว

ปีใหม่นี้ ตามปฏิทินพระสันตะปาปา Gregory มนุษย์ยังไม่พบพระเจ้าทั้งบนโลกที่มนุษย์อยู่และบนดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะของเรา


สมเกียรติ อ่อนวิมล
4 มกราคม 2562