ตอนที่ 19 : มนุษย์วันนี้

โลกวันนี้

โดย  สมเกียรติ อ่อนวิมล

XIX

มนุษย์วันนี้

    ตามที่ลำดับไว้ในกาลานุกรมประวัติศาสตร์ใหญ่แห่งเอกภพและโลกมนุษย์ The Big Bang หรือระเบิดมหากัมปนาทของสิ่งหนึ่งที่เป็น ”ความมีอะไรบางสิ่ง” (Something) อันเริ่มจาก “ความไม่มีอะไร”
(Nothing) นั้น เริ่มเมื่อ 13,700,000,000 (หนึ่งหมื่นสามพันเจ็ดร้อยล้าน) ปีที่แล้ว (ก่อนปัจจุบันหรือก่อนโลกวันนี้) จากนั้นดาวเคราะห์โลกก็เกิดขึ้นในระบบสุริยะในกาลที่ผ่านมา 4,600-4,500 ล้านปีก่อนปัจจุบัน ถัดมาอีกพันล้านปีจึงปรากฏรูปแบบสิ่งมีชีวิตขั้นต้น ชีวิตที่คล้ายมนุษย์เริ่มต้นเมื่อ 4,000,000 ปีที่แล้ว ใช้เวลา 2,000,000 ปี กว่าจะสามารถยืนตัวตรงเดินได้บนสองขา แล้วใช้เวลาต่ออีก 1,800,000 ปีจึงพัฒนาเป็นมนุษย์มีภูมิปัญญารู้จักคิดรู้จักแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตเบื้องต้นได้ ดังนั้นมนุษย์ผู้มีปัญญาจึงมีอายุอยู่บนโลกนี้มาได้เพียง 200,000 (สองแสน) ปี เท่านั้น อายุของดาวเคราะห์โลก ซึ่งจากนี้ไปจะเรียกสั้นๆว่า “โลก” หรือ “โลกมนุษย์” แก่กว่าอายุมนุษย์แรกเริ่มตอนที่ยังเพียงยืนตัวตรงได้ถึง 4,598,000,000 – 4,498,000,000 (สี่พันห้าร้อยเก้าสิบแปด-สี่พันสี่ร้อยเก้าสิบแปด) ล้านปี. เฉพาะเท่าที่ภูมิปัญญามนุษย์ในโลกวันนี้จะศึกษาหาความรู้ได้เท่านี้ก็ให้ถือว่าเป็นความรู้ที่อาจเป็นความจริงชั่วคราว ณ ปัจจุบัน ความรู้ใหม่ ข้อมูลใหม่ อาจปรากฏใหม่ในอนาคต ซึ่งจะทำให้ข้อมูลตัวเลขผันแปรไปได้แต่เพียงเท่านี้ก็ก่อกำเนิดคำถามมากมาย:

   ทำไมจึงต้องมีอะไร แทนที่จะไม่มีอะไร?
   คำถามนี้ยังไม่มีใครตอบด้วยวิทยาศาสตร์ได้
แต่รู้กันอยู่แล้วด้วยหลักตรรกศาสตร์แห่งเหตุและผลว่าก่อนที่จะมีอะไรๆให้เห็นในวันนี้ ก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเลย มนุษย์นักวิทยาศาสตร์ นักคิด นักปรัชญา จึงตั้งคำถามเพราะความสงสัยว่า:
Why there is something instead of nothing? ทำไมจึงมีะไร แทนที่จะไม่มีอะไร?

หากไม่มีอะไรต่อเนื่องไปในความไม่มีอะไรหรือความว่างเปล่าในจักรวาล ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเอกภพโลกมนุษย์ก็จะไม่มี มนุษย์ก็จะไม่เกิด ปัญหาของมนุษย์ก็จะไม่มี แต่ในเมื่อ “บังเอิญ” เกิดมีอะไร
แทนที่จะไม่มีอะไร ในความว่างเปล่าของจักรวาล เกิดเอกภพ เกิดโลก เกิดมนุษย์แล้วมนุษย์ถือตัวว่าฉลาดกว่าชีวิตและสิ่งใดบนโลก มนุษย์จึงอ้างสิทธิ์เหนือสรรพสิ่งบนโลก แล้วเรียกดาวเคราะห์ที่ตนเองพักพิงอาศัยอยู่มาเพียงสองล้านปีเป็น “โลก(ของ)มนุษย์” แถมมนุษย์ยังออกโฉนดที่ดินรับรองกรรมสิทธิ์เหนือดิน หิน ต้นไม้ และชีวิตอื่นบนโฉนดที่มนุษย์คนนั้นครอบครอง ทั้งๆที่มนุษย์มิได้สร้างโลกปัญหาต่างๆของมนุษย์บนโลกจึงกลายเป็นปัญหาของโลก แทนที่จะเป็นแค่ปัญหาของมนุษย์ที่อยู่บนโลก โลกวันนี้ จึงเป็นโลกของมนุษย์วันนี้

   ทั้งหมดนี้สวนทางกับความเป็นจริงของประวัติศาสตร์ใหญ่ของมนุษยชาติ เพราะโลกนี้
แม้จะเรียกว่าเป็นโลกของเรา แต่ที่จริงโลกนี้มิใช่ของมนุษย์ มิใช่ “ของเรา” หากจะหาใครเป็นเจ้าของโลกได้ใกล้เคียงที่สุดก็คือความผันแปรซับซ้อนของพลังงานในจักรวาลและเอกภพ
ในภาษาประวัติศาสตร์ใหญ่เรียกว่า “complexity” ใน complexity หรือความซับซ้อนอันยิ่งยวดนี้ก่อกำเนิดพลังงาน สองอย่างผสานกันร่วมกันสร้างวัตถุและะวัตถุบนท้องฟ้าแล้ววิวัฒนาการสรรพชีวิตบนโลกมาอย่างที่เราอยู่รู้เห็น ณ ปัจจุบัน โลกนี้จึงไม่ใช่โลกของมนุษย์ มนุษย์เป็นเพียงชีวิตหนึ่งที่วิวัฒนาการมาทีหลังชีวิตอื่นตามลำดับ คือ หิน ดิน พืช สัตว์ ซึ่งสี่รูปแบบชีวิตที่เกิดมาก่อนมนุษย์นั้นมีความซับซ้อนน้อยและใช้พลังงานน้อยกว่ามนุษย์ หากนับเฉพาะดินหินที่มนุษย์เรียกว่าสิ่งไม่มีชีวิตนั้นก็พบว่าเป็นความไม่มีชีวิตของชีวิตที่ให้พลังงานมากกว่าจะใช้พลังงาน ดังนี้จึงไม่ยากที่จะเห็นชัดเจนว่า ดิน หิน พืช และ สัตว์ มีปัญหาน้อยกว่ามนุษย์มาก เพราะใช้พลังงานน้อยกว่าและมีความซับซ้อน หรือ complexity น้อยกว่า ปัญหาบนโลกมนุษย์ปัจจุบัน หรือปัญหาของ “โลกวันนี้” จึงเป็นปัญหาของมนุษย์
เป็นปัญหาที่มนุษย์สร้างขึ้นเองโดยภูมิปัญญาที่มนุษย์อ้างว่ามีเหนือชีวิตใดบนโลก แต่มนุษย์เพิ่งจะเรียนรู้การดำเนินชีวิตมาได้เพียงสองล้านปี และมนุษย์แต่ละคนเกิดมามีเวลาพัฒนาและใช้ชีวิตเฉลี่ยคนละไม่ถึงร้อยปี จะมีบ้างที่อยู่เกินร้อยปีไปเล็กน้อย และเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของมนุษย์บนโลกก็ใช้พลังงานไปกับการทำมาหากินเลี้ยงชีวิตและครอบครัวแสวงหาความมั่งคั่ง อำนาจ ความสุขสบายทางกาย กว่ามนุษย์จะถึงเวลาหยุดคิดเพื่อสร้างอารยธรรมให้กับชีวิต สังคม และโลก ก็เหลือเวลาไม่กี่ปีก่อนสิ้นชีวิต โลกมนุษย์จึงสะสมปัญหามากขึ้น ใหญ่ขึ้นมากกว่าจะแก้ปัญหาให้หมดไปหรือลดน้อยลง สองล้านปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้เผาพลาญพลังงานทำลายโอกาสในการสร้างชีวิต สร้างสังคมและสร้างโลกให้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อในภูมิปัญญาที่ควรจะมีศักยภาพมากกว่านั้น

    โลกวันนี้ แม้จะผ่านวิวัฒนาการชีวิตมนุษย์มาได้เพียงสองล้านปี
แต่มนุษย์ก็รบราฆ่าฟันทำลายชีวิตดินหิน พืชและสัตว์ และฆ่าฟันกันเองมาตลอดเวลา เฉพาะสงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองก็มีทุกวัน ณ ที่ใดที่หนึ่งบนโลกสงครามใหญ่ระดับกว้างไพศาลครอบคลุมโลก เรียกว่าสงครามโลกนั้นก็เกิดขึ้นถึงสองครั้ง มนุษย์ฆ่ากันเองสิ้นไปถึง 150 ล้านคน (อ้างจาก https://en.wikipedia.org/wiki/World_war ) และที่ตายในสงครามอื่นอีกไม่น้อยกว่า 300 ล้านคน ปัจจุบันมนุษย์บนโลกมีประมาณ 7,700 ล้านคน เทียบกับจำนวน 370 ล้านคนในศตวรรษที่ 14th ประชากรมนุษย์บนโลกเพิ่มขึ้น 20 เท่าภายใน 700 ปี เวลาเท่านี้ยังไม่พอ และต้องถือว่าน้อยมากที่จะหวังให้มนุษย์สร้างภูมิปัญญาให้เจริญถึงจุดที่เรียกได้ว่ามีอารยธรรมที่แท้จริงได้เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มิได้ใช้เวลาและภูมิปัญญาในชีวิตมากพอที่จะสร้างสังคมและโลกมนุษย์ของตนให้งดงามเร็วขึ้นกว่าอัตราปัจจุบัน
    ภายใน 700 ปี มนุษย์ทำได้เท่านี้
    ภายใน 700 ปี นับจากเริ่มสมัยสุโขทัย มนุษย์ไทยก็ทำได้เท่าที่เห็น

    ความไม่มั่นใจในการก้าวไปสู่ความเจริญและอารยธรรมของชีวิตมนุษย์
(รวมทั้งมนุษย์บนพรมแดนแผ่นดินไทย) ทำให้มนุษย์คิดอยู่เสมอว่า ชีวิตที่ดีกว่านี้ทำได้ไหม? หากทำได้ทำไม่จึงไม่ทำ? ทั้งๆที่ทราบคำตอบ แต่ก็ไม่นำเอาคำตอบไปปฏิบัติให้บังเกิดผลความไม่มั่นใจในชีวิตก่อกำเนิดความเชื่อในความไม่มั่นคงของชีวิตแล้วนำไปสู่คำถามที่อาจสำคัญที่สุดของมนุษย์ผู้มีสัญชาติญานใฝ่รู้ก็คือ:
    Are we alone?
    เราอยู่คนเดียวหรือ?
    มีเราเหล่าเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่บนโลก โดดเดี่ยวเดียวดายในเอกภพและจักรวาลเท่านั้นหรือ?
    มีรูปแบบชีวิตแบบมนุษย์บนโลกหรือดาวเคราะห์อื่นหรือไม่?

สมเกียรติ อ่อนวิมล

21 มกราคม 2561