ตอนที่ 17 : ประวัติศาสตร์ย่อ ของ ประวัติศาสตร์ใหญ่

โลกวันนี้

โดย  สมเกียรติ อ่อนวิมล

XVII

ประวัติศาสตร์ย่อ ของ ประวัติศาสตร์ใหญ่

การที่จะเข้าใจปัจจุบัน ก็ต้องเข้าใจอดีต เพื่อจะนำปัจจุบันเข้าสู่อนาคตที่งดงามยั่งยืน ดังนั้นประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับมนุษยชาติและโลกในวันนี้ และการที่จะพูดถึง “โลกวันนี้” จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึงโลกในอดีตให้เข้าใจถ่องแท้ก่อน ประวัติศาสตร์ที่เริ่มเพียงเวลาที่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นบนโลกจึงไม่พอที่จะทำให้มนุษย์สร้างจิตสำนึกในการเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ร่วมโลกกับสรรพชีวิตอื่นอย่างงดงามและยั่งยืนได้ แรกเริ่มเสี้ยววินาทีระเบิดมหากัมปนาท หรือ The Big Bang อันเป็นต้นกำเนิดของเอกภพ ดวงดาว ระบบสุริยะ และดาวเคราะห์โลกอันเป็นโลกที่อยู่อาศัยของมนุษย์ จึงเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่นักวิชาการโลกตะวันตกศึกษารวมกันเป็นวิชาประวัติศาสตร์แนวใหม่ เรียกว่า Big History และขอแปลง่ายๆตรงตัวว่า “ประวัติศาสตร์ใหญ่” (ไม่ขอเรียกว่า “มหาประวัติศาสตร์” จนกว่าจะค้นพบเหตุการณ์ก่อน The Big Bang)

Fred Spier เป็นอาจารย์สอนวิชา Big History ที่ University of Amsterdam และ Eindhoven University of Technology สรุปย่อไว้ในหนังสือ “Big History and the Future of Humanity” (Wiley-Blackwell, UK, 2011) ว่าผู้บุกเบิกคนแรกในเรื่องแนวคิดประวัติศาสตร์ใหญ่ หรือ Big History ได้แก่ Alexander von Humboldt (1769-1859) นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวิชาภูมิศาสตร์ จากการเดินทางท่องโลก ศึกษาภูมิศาสตร์ ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม รวบรวมความรู้ต่างๆที่ได้ศึกษาค้นคว้ามา เขียนหนังสือชุดสำคัญ 5 เล่มจบ ชื่อ “Cosmos (ภาษาเยอรมัน – Kosmos): a Sketch of a Physical Description of the Universe” (1845-1861) และเรื่องอื่นๆ เช่น “Essay on the Geography of Plants” (1807), Views of the Cordilleras and Monuments of the Indigenous Peoples of the Americas (1810-1813), “Personal Narrative of Travels in the Equinoctial Regions of the New Continent (1814-1829), Views of Nature” (1849), และ “Political Essay on the Island of Cuba” (1826). [รวมตอนเด่นๆคัดสรรจากหนังสือเหล่านี้อ่านได้จาก Alexander von Humboldt, Selected Writings, Edited and Introduced by Andrea Wulf, Everyman’s Library, 2018 (792 หน้า)]

ผู้บุกเบิก Big History คนสำคัญคนที่สองคือ Robert Chambers (1802-1871) นักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ชาวสก๊อตต์ หนังสือเล่มสำคัญของเขาคือ “Vestiges of the Natural History of Creation” (1844)

นักคิดนักเขียนทั้งสองคนพยายามอธิบายความเป็นมาของมนุษย์และโลกตั้งแต่เริ่มกำเนิดเอกภพ จนถึงกำเนิดมนุษยชาติและสรรพสิ่งที่เจริญพัฒนาถาวรสืบมา ขณะที่ Humbolt เน้นการอธิบายเอกภาพของธรรมชาติ เริ่มจากกำเนิดเอกภพและดวงดาว ผ่านกาลเวลามาอยู่ท่ามกลางปฎิสัมพันธ์ของพลังแห่งธรรมชาติ พลังแห่งภูมิศาสตร์ที่ส่งอิทธิพลต่อไปยังชีวิตพืช สัตว์ และมนุษย์ในที่สุด ส่วน Chambers อธิบายเอกภพและธรรมชาติอันเป็นที่มาของมนุษยชาติและสรรพสิ่งด้วยทฤษฎีที่ต้องการหาทางออกเป็นทางสายกลางให้กับสังคมอังกฤษและยุโรปที่ขัดแย้งสองขั้วในสมัยนั้น ระหว่างนักคิดปฏิวัติระบอบการเมือง (ในฝรั่งเศส) กับนักคิดหัวอนุรักษ์นิยมอิงศาสนา

จากนั้นมาช่วงครึ่งหลังของคริสศตวรรษที่ 19th แนวคิดเชิง Big History ก็เงียบหายไป

แล้วกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในหนังสือ “The Outline of History” (1920) ของ H.G. Wells ซึ่งเป็นนักคิดนักเขียนชาวอังกฤษที่ห่วงใยความรุนแรงจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และหวังจะให้มนุษย์เข้าใจผลพวงความล่มสลายของมนุษยชาติเองจากอภิมาหาสงครามโลกที่อาจกลับมาเป็นครั้งที่สอง งานที่เป็นตำราวิชาการของ Wells คือ “The Outline of History” (1920) และฉบับย่อ “A Short History of the World” (1922) จึงเป็นงานเขียนประวัติศาสตร์ที่มีจุดประสงจะเตือนมนุษยชาติให้เข้าใจที่มาและจุดจบของชีวิตและที่ไปสู่อนาคตที่พยากรณ์ได้ว่าจะล่มสลายเพราะสงครามหากไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ใหญ่ของมนุษยชาติที่มีความเป็นมาแต่แรกกำเนิดเอกภพ มิใช่เพียงแค่ประวัติศาสตร์ของชนชาติ และเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่สร้างอาณาจักรสร้างอำนาจทำลายเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอกว่า อ่านประวัติศาสตร์โลกของ H.G. Wells แล้ว ไปอ่านต่อเรื่องต่างๆที่เป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ของเขา เช่น The Time Machine (1895), The Island of Doctor Moreau (1896), The War of the Worlds” (1898), The Shape of Things to Come (1933), ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นการมองอนาคตที่มนุษย์นักรบราฆ่าฟันและนักทำสงครามแห่งศตวรรษที่ 20th พึงสำนึกและระมัดระวังไว้ให้จงดี

ประวัติศาสตร์ใหญ่ของ H.G. Wells นั้นเริ่มต้นที่กำเนิดเอกภพและดวงดาว และไปยาวไกลถึงหลังสงครามล้างโลกและอาจจบสิ้นมนุษยชาติและสรรพชีวิต การศึกษาประวัติศาสตร์จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน หากศึกษาและเข้าใจประวัติศาสตร์ที่ใหญ่กว่าตัวมนุษย์เองได้แล้ว มนุษย์ก็คงไม่มีเหตุผลที่จะทำลายตัวเองและโลกอันเป็นถิ่นที่เอกภพสร้างขึ้นมาให้มนุษย์ได้พึ่งพิง

Fred Spier ยกย่องตำราประวัติศาสตร์อีกเล่มหนึ่งที่ถือว่าเป็นตำราบุกเบิก Big History หลังจาก H.G. Wells คือ “The Columbia History of the World” (1972) เขียนโดยนักวิชาการ 40 คน โดยมี John A. Garraty และ Peter Gay เป็นบรรณาธิการ จัดพิมพ์โดย Columbia University สำนักพิมพ์ Harper & Row Publishers

ปัจจุบันวิชาประวัติศาสตร์ใหญ่ หรือ Big History เปิดสอนโดยนักประวัติศาสตร์ผู้บุกเบิก Big History ยุคใหม่ คือ David Christian ณ Macquarie University, Sydney, Australia; John Mears ณ Southern Methodist University, Dallas, Texas, USA; Fred Spier ณ University of Amsterdam และ Eindhoven University of Technology.

ส่วนในประเทศไทยเพิ่งจะมีการกล่าวถึง Big History ก็ที่บทความนี้เท่านั้น!

การศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ใหญ่ เป็นแนวการศึกษาแบบใหม่ที่ศึกษาโลกและมนุษย์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ที่สืบสาวเรื่องราวย้อนอดีตยาวไกลและส่งต่อจินตนาการไปสู่อนาคตอันยาวไกลที่หวังจะให้ยั่งยืนยาวนาน หากเข้าใจประวัติศาสตร์อันเป็นวิทยาศาสตร์ ความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์จะหมดไป ความขัดแย้งที่ไม่มีเหตุผลทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ก็จะมลายสิ้น ศาสนาจะถูกย่อยแยกเหลือเพียงปรัชญาการดำเนินชีวิตให้สัมพันธ์กับชีวิตอื่นอย่างสงบร่มเย็นและเป็นสุขยั่งยืน

เอกภพมิได้สร้างพระเจ้า พระเจ้ามิได้สร้างโลก

“พระเจ้า” นั้นไม่มีทั้งในโลกและในเอกภพ

จึงไม่มีพระเจ้าที่ไหนจะมาปรากฏตัวอ้างเป็นผู้สร้างโลกได้

และมนุษย์ก็มิได้เป็นเจ้าของโลก

“โลกมนุษย์” โดยความหมายตามตัวอักษรนั้นไม่มี

มีแต่โลกที่เป็นดาวเคราะห์ที่ให้กำเนิดสรรพชีวิตและสรรพสิ่ง

มนุษย์เป็นเพียงรูปแบบชีวิตหนึ่งเท่านั้นที่ได้อยู่อาศัยร่วมกับชีวิตอื่นอีกมากมาย

มิอาจประมาณจำนวนและประเมินค่าสรรพชีวิตและสรรพสิ่งบนดาวเคราะห์โลกได้.

สมเกียรติ อ่อนวิมล

7 ธันวาคม 2561